Call Center : 02-091-9789
23 สิงหาคม 2566
เวลาเราเปิดใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายอย่างพร้อมกัน เคยสงสัยไหมว่าถ้าเกิดกระแสไฟฟ้าไหลมากเกินไป หรือมีไฟฟ้าลัดวงจร ระบบไฟฟ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องหยุดจ่ายไฟ?
อุปกรณ์ที่เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ก็คือ “เบรกเกอร์” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่พบได้ในบ้าน อาคาร โรงงาน และระบบไฟฟ้าต่าง ๆ
หลายคนอาจคุ้นเคยกับเบรกเกอร์ในตู้ไฟ แต่ยังไม่รู้ว่าเบรกเกอร์ทำงานอย่างไร และทำไมเวลามีปัญหาไฟฟ้าบางครั้งเบรกเกอร์จึง “ตัด” ลงมาเอง
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักว่า เบรกเกอร์คืออะไร มีหน้าที่ทำงานแบบไหน? เบรกเกอร์มีกี่ประเภท แต่ละแบบเหมาะกับงานอะไร และควรเลือกใช้อย่างไรให้เหมาะกับระบบไฟฟ้า
เบรกเกอร์ (Circuit Breaker) คือ อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับ ตัดและต่อวงจรไฟฟ้า และมีหน้าที่สำคัญในการช่วยป้องกันวงจรจากสภาวะผิดปกติ เช่น กระแสไฟฟ้าเกินและไฟฟ้าลัดวงจร
เมื่อเบรกเกอร์ตรวจพบว่ากระแสไฟฟ้าอยู่ในระดับที่ผิดปกติตามลักษณะการทำงานของอุปกรณ์ เบรกเกอร์จะตัดวงจร เพื่อหยุดการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจรนั้น
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ เบรกเกอร์ก็เปรียบเหมือน “ประตูควบคุมกระแสไฟฟ้า” เมื่อทุกอย่างทำงานปกติ ประตูก็เปิดให้ไฟฟ้าไหลผ่าน แต่เมื่อเกิดความผิดปกติ เบรกเกอร์จะทำหน้าที่ตัดวงจรเพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม เบรกเกอร์แต่ละชนิดมีคุณสมบัติและการป้องกันแตกต่างกัน จึงไม่ควรเหมารวมว่าเบรกเกอร์ทุกตัวสามารถป้องกันอันตรายทางไฟฟ้าได้ทุกประเภท
หน้าที่หลักของเบรกเกอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนสำคัญ
หากมีการใช้ไฟฟ้ามากเกินกว่าที่วงจรหรืออุปกรณ์ป้องกันกำหนด กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านอาจสูงขึ้นจนเกิดความร้อนในสายไฟ
เบรกเกอร์ที่มีคุณสมบัติป้องกันกระแสเกินจะตรวจจับสภาวะดังกล่าวและตัดวงจรตามลักษณะการทำงานของมัน
เมื่อเกิดการลัดวงจร กระแสไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เบรกเกอร์ที่ออกแบบมาสำหรับป้องกันลัดวงจรจะตัดวงจรเพื่อจำกัดการไหลของกระแสและช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ เบรกเกอร์ยังสามารถใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับ เปิด-ปิดวงจรด้วยมือ เพื่อความสะดวกในการควบคุมหรือซ่อมบำรุงระบบตามการออกแบบ
หลักการทำงานของเบรกเกอร์ขึ้นอยู่กับประเภท แต่เบรกเกอร์สำหรับงานทั่วไปหลายชนิดใช้กลไกตรวจจับ กระแสไฟฟ้าเกิน และ กระแสลัดวงจร
เมื่อกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านสูงเกินค่าที่กำหนด กลไกภายในจะทำให้หน้าสัมผัสแยกออกจากกัน ส่งผลให้วงจรถูกตัด
ตัวอย่างเช่น หากวงจรหนึ่งมีอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายตัวทำงานพร้อมกันจนกระแสรวมสูงเกินพิกัด เบรกเกอร์อาจตัดวงจรเพื่อป้องกันไม่ให้กระแสไหลต่อเนื่องเป็นเวลานานจนเกิดความร้อนสะสม
ส่วนกรณีไฟฟ้าลัดวงจร การตัดวงจรมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า เพราะกระแสผิดปกติอาจมีค่าสูงมาก
เบรกเกอร์มีหลายประเภท และแต่ละชนิดถูกออกแบบมาสำหรับระบบและลักษณะงานที่แตกต่างกัน
ประเภทที่พบได้บ่อย ได้แก่
การเลือกใช้งานจึงควรพิจารณาจากขนาดระบบ แรงดัน กระแสที่ใช้งาน ระดับการป้องกัน และข้อกำหนดของระบบไฟฟ้า
MCB (Miniature Circuit Breaker) เป็นเบรกเกอร์ขนาดกะทัดรัดที่พบได้บ่อยในบ้าน อาคาร และวงจรไฟฟ้าทั่วไป
มักใช้สำหรับป้องกัน
MCB เหมาะกับวงจรย่อยที่มีกระแสไม่สูงมาก เช่น วงจรแสงสว่าง วงจรเต้ารับ หรือวงจรเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภทตามการออกแบบ
ข้อดีคือมีขนาดเล็ก ติดตั้งในตู้ไฟได้ง่าย และสามารถเปิดกลับมาใช้งานใหม่ได้หลังจากแก้ไขสาเหตุของปัญหาแล้ว
MCCB (Molded Case Circuit Breaker) เป็นเบรกเกอร์ที่มีขนาดและพิกัดรองรับสูงกว่า MCB ในหลายการใช้งาน
มักพบใน
MCCB สามารถเลือกพิกัดและคุณสมบัติการป้องกันได้หลากหลายกว่าในหลายรุ่น จึงเหมาะกับระบบที่ต้องการความสามารถในการรองรับกระแสและการตัดกระแสลัดวงจรที่สูงขึ้น
RCBO (Residual Current Circuit Breaker with Overcurrent Protection) เป็นอุปกรณ์ที่รวมการป้องกัน กระแสไฟฟ้าเกิน/ลัดวงจร เข้ากับการป้องกัน กระแสไฟฟ้ารั่วหรือกระแสตกค้าง ไว้ในอุปกรณ์เดียว
จึงช่วยประหยัดพื้นที่ภายในตู้ไฟ และเหมาะกับวงจรที่ต้องการการป้องกันเพิ่มเติมจากไฟฟ้ารั่ว
ตัวอย่างเช่น วงจรที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เปียกหรือวงจรเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท ทั้งนี้ต้องเลือกชนิดและพิกัดให้เหมาะกับระบบ
RCCB (Residual Current Circuit Breaker) หรืออุปกรณ์ในกลุ่ม RCD (Residual Current Device) ทำหน้าที่ตรวจจับความไม่สมดุลของกระแส ซึ่งอาจเกิดจากกระแสไฟฟ้าไหลออกจากวงจรไปยังทางอื่น เช่น ลงดิน
จุดสำคัญคือ RCCB โดยทั่วไป ไม่ได้ทำหน้าที่ป้องกันกระแสเกินหรือลัดวงจรแทน MCB/MCCB
ดังนั้นการใช้งานจึงมักต้องมีอุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินที่เหมาะสมร่วมด้วย
ACB (Air Circuit Breaker) เป็นเบรกเกอร์ที่ใช้กับระบบไฟฟ้าที่มีกระแสสูง โดยพบได้ในอาคารขนาดใหญ่ โรงงาน และตู้ไฟฟ้าหลัก
มีความสามารถในการตัดกระแสผิดปกติและสามารถตั้งค่าการป้องกันได้หลากหลายตามรุ่นและการออกแบบ
เนื่องจากเป็นอุปกรณ์สำหรับระบบขนาดใหญ่ การเลือกติดตั้งและการตั้งค่าควรดำเนินการโดยผู้ที่มีความรู้ด้านระบบไฟฟ้า
เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ลองดูจากตารางนี้
| ประเภท | ลักษณะการใช้งาน | การป้องกันหลัก |
|---|---|---|
| MCB | บ้าน อาคาร วงจรย่อย | กระแสเกินและลัดวงจร |
| MCCB | อาคาร โรงงาน ระบบขนาดใหญ่ | กระแสเกินและลัดวงจร |
| RCBO | วงจรที่ต้องการป้องกันไฟรั่วร่วมด้วย | กระแสเกิน ลัดวงจร และกระแสตกค้าง |
| RCCB/RCD | ระบบที่ต้องการป้องกันกระแสตกค้าง | กระแสไฟฟ้ารั่ว/กระแสตกค้าง |
| ACB | ระบบไฟฟ้ากระแสสูง | ป้องกันกระแสผิดปกติหลายรูปแบบตามการตั้งค่า |
หมายเหตุ: คุณสมบัติและพิกัดของเบรกเกอร์แต่ละรุ่นอาจแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบข้อมูลจากผู้ผลิตก่อนเลือกใช้งานจริง
หากเปิดตู้ไฟแล้วพบว่าเบรกเกอร์บางตัวอยู่ในตำแหน่ง OFF หลายคนอาจเข้าใจทันทีว่า “เบรกเกอร์เสีย”
แต่จริง ๆ แล้ว การตัดวงจรอาจเป็นการทำงานตามปกติของเบรกเกอร์เพื่อป้องกันวงจร
สาเหตุที่พบได้ เช่น
มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายตัวทำงานพร้อมกัน ทำให้กระแสรวมสูงกว่าพิกัดของวงจร
เกิดการสัมผัสกันของตัวนำหรือมีความผิดปกติในอุปกรณ์ ทำให้กระแสเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำหรับอุปกรณ์ประเภท RCBO หรือ RCCB/RCD หากตรวจพบกระแสตกค้างเกินค่าที่กำหนด อุปกรณ์จะตัดวงจรเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้ารั่ว
ดังนั้น หากเบรกเกอร์ตัดซ้ำ ๆ ไม่ควรฝืนเปิดกลับโดยไม่ตรวจสอบสาเหตุ
ทั้ง เบรกเกอร์และฟิวส์ มีหน้าที่ช่วยป้องกันวงจรจากกระแสผิดปกติ แต่หลักการทำงานแตกต่างกัน
ฟิวส์ ใช้ลวดหรือวัสดุที่ออกแบบให้หลอมละลายเมื่อกระแสเกินค่าที่กำหนด เมื่อลวดฟิวส์ขาด วงจรจะถูกตัด และต้องเปลี่ยนฟิวส์ใหม่
ส่วน เบรกเกอร์ ใช้กลไกตัดวงจร เมื่อแก้ไขปัญหาแล้ว เบรกเกอร์หลายประเภทสามารถเปิดกลับมาใช้งานได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่
จึงทำให้เบรกเกอร์ได้รับความนิยมอย่างมากในระบบไฟฟ้าสมัยใหม่
การเลือกเบรกเกอร์ไม่ควรเลือกจาก “แอมป์สูง ๆ ไว้ก่อน” เพราะพิกัดของเบรกเกอร์ต้องสัมพันธ์กับสายไฟ โหลด และการออกแบบวงจร
สิ่งที่ควรพิจารณา ได้แก่
ควรรู้ว่าปกติวงจรจะมีกระแสใช้งานประมาณเท่าไร
พิกัดเบรกเกอร์ต้องสัมพันธ์กับความสามารถในการรับกระแสของสายไฟและเงื่อนไขการติดตั้ง
เลือกเบรกเกอร์ให้มีพิกัดแรงดันเหมาะกับระบบ
เช่น 1 Pole, 2 Pole, 3 Pole หรือ 4 Pole ตามรูปแบบของระบบไฟฟ้า
ควรเลือกให้เหมาะกับระดับกระแสลัดวงจรที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ณ จุดติดตั้ง
โหลดแต่ละชนิดมีลักษณะการใช้กระแสต่างกัน เช่น มอเตอร์ เครื่องทำความเย็น หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
หากต้องการการป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่ว อาจต้องพิจารณา RCBO หรือ RCD/RCCB ตามลักษณะระบบ
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิด
เบรกเกอร์ทั่วไปมีหน้าที่หลักในการป้องกัน กระแสเกินและลัดวงจร แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าทุกกรณี
ตัวอย่างเช่น ไฟฟ้ารั่วบางรูปแบบอาจต้องใช้อุปกรณ์ประเภท RCD/RCCB หรือ RCBO ที่ออกแบบมาเพื่อตรวจจับกระแสตกค้างโดยเฉพาะ
ดังนั้นการออกแบบระบบไฟฟ้าที่ปลอดภัยจึงไม่ได้อาศัยเพียงเบรกเกอร์ตัวเดียว แต่ต้องเลือกอุปกรณ์ป้องกันให้เหมาะกับความเสี่ยงของระบบ
หากเบรกเกอร์มีการตัดวงจรบ่อย ๆ สิ่งแรกที่ควรทำคือ หาสาเหตุ ไม่ใช่เปลี่ยนเป็นเบรกเกอร์ที่มีแอมป์สูงขึ้นทันที
ลองสังเกตว่าเบรกเกอร์ตัดเมื่อเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใด หรือเกิดขึ้นในช่วงที่มีการใช้งานหลายอุปกรณ์พร้อมกันหรือไม่
สาเหตุอาจมาจาก
หากไม่สามารถระบุสาเหตุได้ ควรให้ช่างไฟฟ้าที่มีความรู้ตรวจสอบระบบ
ไม่ควรเปลี่ยนเบรกเกอร์ให้มีพิกัดกระแสสูงขึ้นเองโดยไม่ตรวจสอบขนาดสายไฟและการออกแบบวงจร เพราะอาจทำให้ระบบไม่ได้รับการป้องกันอย่างเหมาะสม
เบรกเกอร์คืออุปกรณ์ที่ใช้ตัดและต่อวงจรไฟฟ้า และช่วยป้องกันวงจรจากกระแสไฟฟ้าผิดปกติ เช่น กระแสเกินและไฟฟ้าลัดวงจร โดยเบรกเกอร์บางประเภท เช่น RCBO และ RCCB/RCD ยังมีการตรวจจับกระแสตกค้างเพื่อช่วยเพิ่มการป้องกันไฟฟ้ารั่วด้วย
เบรกเกอร์มีหลายประเภท ตั้งแต่ MCB, MCCB, RCBO, RCCB/RCD ไปจนถึง ACB แต่ละชนิดมีหน้าที่และเหมาะกับระบบที่แตกต่างกัน
การเลือกเบรกเกอร์ที่ดีจึงไม่ใช่การเลือกจากแค่ขนาดแอมป์หรือราคา แต่ต้องดู ขนาดสายไฟ กระแสใช้งาน แรงดัน จำนวนขั้ว ความสามารถในการตัดกระแสลัดวงจร ลักษณะโหลด และรูปแบบการป้องกันที่ต้องการ
เพราะเบรกเกอร์เป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญของระบบไฟฟ้า การเลือกให้เหมาะสมตั้งแต่ต้นจึงช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานและอุปกรณ์ไฟฟ้า
Facebook:https://www.facebook.com/ContractorShopTH
Line: @Contractorshop
Shopee: https://shopee.co.th/ctsshop
Lazada: https://shopee.co.th/ctsshop
TikTok: https://www.tiktok.com/@contractor_shop
Tel: 02-091-9789
เยี่ยมชมเว็ปไซต์ คลิก: https://contractorshop.co.th/th/
ติดตามคำสั่งซื้อ
เข้าสู่ระบบ