Call Center : 02-091-9789
2 สิงหาคม 2566
ในการทำโครงการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคารสำนักงาน โรงงาน หรือโครงการขนาดใหญ่ สิ่งหนึ่งที่มีผลต่อทั้งคุณภาพของงาน งบประมาณ และระยะเวลาก่อสร้างก็คือ “การเลือกวัสดุก่อสร้าง”
เพราะวัสดุที่ใช้ในแต่ละส่วนของโครงการมีหน้าที่แตกต่างกัน วัสดุที่เหมาะกับงานโครงสร้างอาจไม่เหมาะกับงานตกแต่ง ขณะที่วัสดุราคาถูกก็ไม่ได้หมายความว่าจะคุ้มค่าที่สุดเสมอไป หากใช้งานไม่เหมาะสมจนต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ในภายหลัง
ดังนั้น 5วิธีการเลือกวัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้าง จึงเป็นเรื่องที่ผู้รับเหมา เจ้าของโครงการ และผู้ควบคุมงานควรให้ความสำคัญตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อสร้าง เพื่อให้ได้วัสดุที่เหมาะสมกับงานและควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วัสดุก่อสร้างไม่ได้มีผลเพียงแค่รูปลักษณ์ของอาคาร แต่เกี่ยวข้องกับหลายด้าน ตั้งแต่ความแข็งแรง ความปลอดภัย อายุการใช้งาน ไปจนถึงต้นทุนการก่อสร้าง
หากเลือกวัสดุไม่เหมาะกับลักษณะงาน อาจเกิดปัญหาได้ เช่น
ในทางกลับกัน หากวางแผนเลือกวัสดุอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้น ก็ช่วยให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างได้
การเลือกวัสดุให้เหมาะกับโครงการสามารถเริ่มต้นได้จาก 5 หลักสำคัญต่อไปนี้
สิ่งแรกที่ควรดูคือ วัสดุนั้นจะนำไปใช้กับส่วนไหนของโครงการ
งานแต่ละประเภทต้องการคุณสมบัติของวัสดุไม่เหมือนกัน เช่น งานโครงสร้างจะให้ความสำคัญกับกำลังและมาตรฐานของวัสดุ ขณะที่งานพื้นหรือผนังอาจต้องพิจารณาความทนทาน ความชื้น การสึกหรอ และความสวยงามเพิ่มเติม
ตัวอย่างเช่น
หลักง่าย ๆ คือ อย่าเลือกวัสดุจากชื่อหรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าคุณสมบัติของวัสดุตรงกับงานหรือไม่
เมื่อรู้แล้วว่าต้องใช้วัสดุประเภทใด ขั้นต่อมาคือการตรวจสอบคุณภาพ
วัสดุก่อสร้างบางชนิดมีมาตรฐานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ สายไฟ ท่อ หรือผลิตภัณฑ์ก่อสร้างบางประเภท ดังนั้นควรตรวจสอบรายละเอียดทางเทคนิคและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับวัสดุนั้น ๆ
สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
โดยเฉพาะโครงการที่มีแบบและข้อกำหนดวัสดุชัดเจน ควรเลือกสินค้าให้ตรงตามรายการที่กำหนด และหากต้องการเปลี่ยนวัสดุ ควรตรวจสอบและขออนุมัติตามขั้นตอนของโครงการก่อน
เรื่องราคาเป็นอีกปัจจัยที่ทุกโครงการต้องให้ความสำคัญ แต่การเลือกวัสดุที่ถูกที่สุดอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ประหยัดที่สุด
ลองคิดง่าย ๆ ว่า วัสดุ A มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า แต่ติดตั้งยาก ใช้เวลามาก และมีเศษวัสดุเหลือจำนวนมาก ในขณะที่วัสดุ B ราคาสูงกว่าเล็กน้อย แต่ติดตั้งง่าย ใช้เวลาน้อย และมีของเสียน้อยกว่า
เมื่อคำนวณทั้งโครงการ วัสดุ B อาจมีต้นทุนรวมที่คุ้มค่ากว่า
ดังนั้นควรพิจารณา ต้นทุนรวมของวัสดุ เช่น
แนวคิดนี้ช่วยให้การเลือกวัสดุก่อสร้างมีประสิทธิภาพมากกว่าการมองเฉพาะราคาต่อหน่วย
วัสดุที่ดีสำหรับพื้นที่หนึ่ง อาจไม่เหมาะกับอีกพื้นที่หนึ่ง เพราะสภาพแวดล้อมมีผลต่ออายุการใช้งานของวัสดุโดยตรง
ก่อนเลือกวัสดุจึงควรถามว่า พื้นที่นั้นต้องเจอกับอะไรบ้าง?
เช่น
ตัวอย่างเช่น หากเป็นพื้นที่ภายนอกอาคาร วัสดุอาจต้องรับแดดและฝนเป็นประจำ จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตระบุว่าสามารถใช้งานภายนอกได้
ส่วนพื้นที่อย่างห้องน้ำหรือพื้นที่เปียก ควรให้ความสำคัญกับวัสดุที่เหมาะกับความชื้น รวมถึงระบบกันซึมและรายละเอียดการติดตั้ง
การเลือกวัสดุโดยดูจากสภาพแวดล้อมตั้งแต่ต้น ช่วยลดความเสี่ยงที่วัสดุจะเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่คาดไว้
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือ “วัสดุมีพร้อมส่งหรือไม่?”
บางโครงการเลือกวัสดุได้ตรงตามสเปกและราคาดี แต่เมื่อถึงเวลาต้องใช้กลับพบว่าสินค้าขาดตลาด หรือมีระยะเวลารอสินค้านาน ส่งผลให้หน้างานต้องหยุดรอวัสดุ
ก่อนสั่งซื้อจึงควรตรวจสอบ
สำหรับโครงการขนาดใหญ่ การวางแผนจัดซื้อวัสดุให้สอดคล้องกับแผนงานก่อสร้างถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะวัสดุเพียงรายการเดียวที่มาถึงล่าช้า อาจกระทบงานส่วนอื่นต่อเนื่องกันได้
| วิธีเลือก | สิ่งที่ควรพิจารณา | ประโยชน์ |
|---|---|---|
| 1. ดูประเภทงาน | วัสดุเหมาะกับงานหรือไม่ | ลดการใช้วัสดุผิดประเภท |
| 2. ตรวจมาตรฐาน | สเปก คุณภาพ และมาตรฐาน | เพิ่มความมั่นใจด้านคุณภาพ |
| 3. ดูต้นทุนรวม | ราคา ค่าแรง ขนส่ง และการดูแล | ควบคุมงบประมาณได้ดีขึ้น |
| 4. ดูสภาพแวดล้อม | แดด ฝน ความชื้น สารเคมี การใช้งาน | เพิ่มความทนทาน |
| 5. ดูการจัดหา | สต็อก ระยะเวลาส่ง และปริมาณ | ลดความเสี่ยงงานล่าช้า |
การเลือกวัสดุไม่ได้จบลงที่การซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ แต่ต้องมองไปถึงการนำไปใช้งานจริงด้วย เพราะแม้วัสดุจะมีคุณภาพดี หากติดตั้งไม่ถูกวิธีหรือใช้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ก็อาจเกิดปัญหาได้เช่นกัน
ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับทั้ง วัสดุ + วิธีติดตั้ง + ผู้ปฏิบัติงาน + การดูแลรักษา
ในบางกรณีควรปฏิบัติตามคู่มือหรือข้อกำหนดของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะวัสดุที่ต้องใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ระบบกันซึม กาวซีเมนต์ สี เคมีภัณฑ์ หรือวัสดุระบบต่าง ๆ
หนึ่งในวิธีที่ช่วยควบคุมต้นทุนได้ดีคือการทำรายการวัสดุก่อสร้างให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
อาจแบ่งรายการออกเป็นหมวด เช่น
งานโครงสร้าง
เหล็ก ปูนซีเมนต์ ทราย หิน และวัสดุที่เกี่ยวข้อง
งานก่อฉาบ
อิฐ ปูนก่อ ปูนฉาบ และวัสดุสำหรับงานผนัง
งานพื้นและผนัง
กระเบื้อง กาวซีเมนต์ ยาแนว และวัสดุประกอบ
งานระบบ
ท่อประปา อุปกรณ์ประปา ท่อร้อยสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้า
งานตกแต่ง
สี ไม้ วัสดุทดแทนไม้ อุปกรณ์ตกแต่ง และวัสดุอื่น ๆ
เมื่อแยกหมวดชัดเจน จะช่วยให้ตรวจสอบปริมาณ เปรียบเทียบราคา และวางแผนการสั่งซื้อได้ง่ายขึ้น
การเลือกวัสดุก่อสร้างที่ดีไม่ควรตัดสินใจจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรมองภาพรวมของโครงการ ตั้งแต่ลักษณะงาน คุณภาพและมาตรฐาน ต้นทุนรวม สภาพแวดล้อม ไปจนถึงความสามารถในการจัดหาวัสดุให้ทันกับแผนงาน
สำหรับ 5วิธีการเลือกวัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้าง ที่ควรจำไว้ ได้แก่
เมื่อวางแผนทั้ง 5 เรื่องนี้ควบคู่กัน จะช่วยให้การเลือกวัสดุมีเหตุผลมากขึ้น ควบคุมงบประมาณได้ดี และลดความเสี่ยงจากปัญหาวัสดุในระหว่างก่อสร้าง
เพราะในการทำโครงการก่อสร้าง วัสดุที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นวัสดุที่แพงที่สุด แต่คือวัสดุที่มีคุณภาพ เหมาะกับงาน และคุ้มค่ากับโครงการมากที่สุด
Facebook:https://www.facebook.com/ContractorShopTH
Line: @Contractorshop
Shopee: https://shopee.co.th/ctsshop
Lazada: https://shopee.co.th/ctsshop
TikTok: https://www.tiktok.com/@contractor_shop
Tel: 02-091-9789
เยี่ยมชมเว็ปไซต์ คลิก: https://contractorshop.co.th/th/
ติดตามคำสั่งซื้อ
เข้าสู่ระบบ