×
สมัครสมาชิก | เข้าสู่ระบบ

5วิธีการเลือกวัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้าง

2 สิงหาคม 2566
5วิธีการเลือกวัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้าง

5วิธีการเลือกวัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้าง เลือกอย่างไรให้เหมาะกับงาน คุ้มค่า และได้มาตรฐาน



ในการทำโครงการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคารสำนักงาน โรงงาน หรือโครงการขนาดใหญ่ สิ่งหนึ่งที่มีผลต่อทั้งคุณภาพของงาน งบประมาณ และระยะเวลาก่อสร้างก็คือ “การเลือกวัสดุก่อสร้าง”

เพราะวัสดุที่ใช้ในแต่ละส่วนของโครงการมีหน้าที่แตกต่างกัน วัสดุที่เหมาะกับงานโครงสร้างอาจไม่เหมาะกับงานตกแต่ง ขณะที่วัสดุราคาถูกก็ไม่ได้หมายความว่าจะคุ้มค่าที่สุดเสมอไป หากใช้งานไม่เหมาะสมจนต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ในภายหลัง

ดังนั้น 5วิธีการเลือกวัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้าง จึงเป็นเรื่องที่ผู้รับเหมา เจ้าของโครงการ และผู้ควบคุมงานควรให้ความสำคัญตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อสร้าง เพื่อให้ได้วัสดุที่เหมาะสมกับงานและควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมการเลือกวัสดุก่อสร้างจึงสำคัญกับโครงการ?

วัสดุก่อสร้างไม่ได้มีผลเพียงแค่รูปลักษณ์ของอาคาร แต่เกี่ยวข้องกับหลายด้าน ตั้งแต่ความแข็งแรง ความปลอดภัย อายุการใช้งาน ไปจนถึงต้นทุนการก่อสร้าง

หากเลือกวัสดุไม่เหมาะกับลักษณะงาน อาจเกิดปัญหาได้ เช่น

  • วัสดุเสียหายก่อนถึงอายุการใช้งาน
  • งานก่อสร้างล่าช้า
  • เกิดเศษวัสดุและของเสียจำนวนมาก
  • ต้องแก้ไขหรืองานซ้ำ
  • ค่าใช้จ่ายบานปลาย
  • คุณภาพงานไม่เป็นไปตามแบบหรือข้อกำหนด

ในทางกลับกัน หากวางแผนเลือกวัสดุอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้น ก็ช่วยให้การทำงานเป็นระบบมากขึ้น และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างได้

5วิธีการเลือกวัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้าง

การเลือกวัสดุให้เหมาะกับโครงการสามารถเริ่มต้นได้จาก 5 หลักสำคัญต่อไปนี้

1. เลือกวัสดุให้เหมาะกับประเภทและลักษณะงาน

สิ่งแรกที่ควรดูคือ วัสดุนั้นจะนำไปใช้กับส่วนไหนของโครงการ

งานแต่ละประเภทต้องการคุณสมบัติของวัสดุไม่เหมือนกัน เช่น งานโครงสร้างจะให้ความสำคัญกับกำลังและมาตรฐานของวัสดุ ขณะที่งานพื้นหรือผนังอาจต้องพิจารณาความทนทาน ความชื้น การสึกหรอ และความสวยงามเพิ่มเติม

ตัวอย่างเช่น

  • เหล็กเส้น เหมาะสำหรับงานคอนกรีตเสริมเหล็กตามแบบโครงสร้าง
  • เหล็กรูปพรรณ ใช้ในงานโครงสร้างเหล็กหรือส่วนประกอบที่ออกแบบให้เหมาะสม
  • อิฐมวลเบา เหมาะสำหรับงานก่อผนังตามระบบที่ผู้ผลิตกำหนด
  • กระเบื้อง มีหลายชนิด ควรเลือกตามตำแหน่งติดตั้ง เช่น พื้น ผนัง ภายใน หรือภายนอก
  • วัสดุกันซึม ควรเลือกตามประเภทพื้นผิวและสภาพแวดล้อมที่จะใช้งาน

หลักง่าย ๆ คือ อย่าเลือกวัสดุจากชื่อหรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าคุณสมบัติของวัสดุตรงกับงานหรือไม่

2. ตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานของวัสดุ

เมื่อรู้แล้วว่าต้องใช้วัสดุประเภทใด ขั้นต่อมาคือการตรวจสอบคุณภาพ

วัสดุก่อสร้างบางชนิดมีมาตรฐานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ สายไฟ ท่อ หรือผลิตภัณฑ์ก่อสร้างบางประเภท ดังนั้นควรตรวจสอบรายละเอียดทางเทคนิคและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับวัสดุนั้น ๆ

สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • มาตรฐานผลิตภัณฑ์
  • ขนาดและสเปก
  • คุณสมบัติทางเทคนิค
  • แหล่งผลิต
  • วันที่ผลิตหรืออายุสินค้าในกรณีที่เกี่ยวข้อง
  • เอกสารรับรองหรือผลทดสอบ ถ้าโครงการกำหนด
  • เงื่อนไขการจัดเก็บและการใช้งาน

โดยเฉพาะโครงการที่มีแบบและข้อกำหนดวัสดุชัดเจน ควรเลือกสินค้าให้ตรงตามรายการที่กำหนด และหากต้องการเปลี่ยนวัสดุ ควรตรวจสอบและขออนุมัติตามขั้นตอนของโครงการก่อน

3. เปรียบเทียบราคาโดยดู “ต้นทุนรวม” ไม่ใช่ราคาซื้ออย่างเดียว

เรื่องราคาเป็นอีกปัจจัยที่ทุกโครงการต้องให้ความสำคัญ แต่การเลือกวัสดุที่ถูกที่สุดอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ประหยัดที่สุด

ลองคิดง่าย ๆ ว่า วัสดุ A มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า แต่ติดตั้งยาก ใช้เวลามาก และมีเศษวัสดุเหลือจำนวนมาก ในขณะที่วัสดุ B ราคาสูงกว่าเล็กน้อย แต่ติดตั้งง่าย ใช้เวลาน้อย และมีของเสียน้อยกว่า

เมื่อคำนวณทั้งโครงการ วัสดุ B อาจมีต้นทุนรวมที่คุ้มค่ากว่า

ดังนั้นควรพิจารณา ต้นทุนรวมของวัสดุ เช่น

  • ราคาซื้อ
  • ค่าขนส่ง
  • ค่าแรงติดตั้ง
  • ปริมาณวัสดุที่ต้องใช้
  • ปริมาณเศษวัสดุ
  • ค่าอุปกรณ์ประกอบ
  • ค่าบำรุงรักษา
  • อายุการใช้งาน
  • ค่าเปลี่ยนหรือซ่อมในอนาคต

แนวคิดนี้ช่วยให้การเลือกวัสดุก่อสร้างมีประสิทธิภาพมากกว่าการมองเฉพาะราคาต่อหน่วย

4. พิจารณาความทนทานและสภาพแวดล้อมของพื้นที่

วัสดุที่ดีสำหรับพื้นที่หนึ่ง อาจไม่เหมาะกับอีกพื้นที่หนึ่ง เพราะสภาพแวดล้อมมีผลต่ออายุการใช้งานของวัสดุโดยตรง

ก่อนเลือกวัสดุจึงควรถามว่า พื้นที่นั้นต้องเจอกับอะไรบ้าง?

เช่น

  • แดดและความร้อน
  • ฝนและความชื้น
  • น้ำขัง
  • การกัดกร่อน
  • สารเคมี
  • การเสียดสี
  • น้ำหนักหรือแรงกระแทก
  • การใช้งานหนัก

ตัวอย่างเช่น หากเป็นพื้นที่ภายนอกอาคาร วัสดุอาจต้องรับแดดและฝนเป็นประจำ จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตระบุว่าสามารถใช้งานภายนอกได้

ส่วนพื้นที่อย่างห้องน้ำหรือพื้นที่เปียก ควรให้ความสำคัญกับวัสดุที่เหมาะกับความชื้น รวมถึงระบบกันซึมและรายละเอียดการติดตั้ง

การเลือกวัสดุโดยดูจากสภาพแวดล้อมตั้งแต่ต้น ช่วยลดความเสี่ยงที่วัสดุจะเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่คาดไว้

5. เลือกวัสดุที่จัดหาได้ต่อเนื่องและเหมาะกับแผนงาน

อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือ “วัสดุมีพร้อมส่งหรือไม่?”

บางโครงการเลือกวัสดุได้ตรงตามสเปกและราคาดี แต่เมื่อถึงเวลาต้องใช้กลับพบว่าสินค้าขาดตลาด หรือมีระยะเวลารอสินค้านาน ส่งผลให้หน้างานต้องหยุดรอวัสดุ

ก่อนสั่งซื้อจึงควรตรวจสอบ

  • สินค้ามีสต็อกเพียงพอหรือไม่
  • ระยะเวลาจัดส่ง
  • ปริมาณที่สามารถจัดหาได้ต่อเนื่อง
  • ความสม่ำเสมอของรุ่นและสเปก
  • เงื่อนไขการสั่งซื้อ
  • การขนส่งเข้าหน้างาน
  • ความสามารถในการจัดหาสินค้าทดแทน หากเกิดปัญหา

สำหรับโครงการขนาดใหญ่ การวางแผนจัดซื้อวัสดุให้สอดคล้องกับแผนงานก่อสร้างถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะวัสดุเพียงรายการเดียวที่มาถึงล่าช้า อาจกระทบงานส่วนอื่นต่อเนื่องกันได้

ตารางเปรียบเทียบ 5 วิธีเลือกวัสดุก่อสร้าง

วิธีเลือกสิ่งที่ควรพิจารณาประโยชน์
1. ดูประเภทงานวัสดุเหมาะกับงานหรือไม่ลดการใช้วัสดุผิดประเภท
2. ตรวจมาตรฐานสเปก คุณภาพ และมาตรฐานเพิ่มความมั่นใจด้านคุณภาพ
3. ดูต้นทุนรวมราคา ค่าแรง ขนส่ง และการดูแลควบคุมงบประมาณได้ดีขึ้น
4. ดูสภาพแวดล้อมแดด ฝน ความชื้น สารเคมี การใช้งานเพิ่มความทนทาน
5. ดูการจัดหาสต็อก ระยะเวลาส่ง และปริมาณลดความเสี่ยงงานล่าช้า

วัสดุก่อสร้างที่เหมาะสม ช่วยลดปัญหาในระยะยาว

การเลือกวัสดุไม่ได้จบลงที่การซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ แต่ต้องมองไปถึงการนำไปใช้งานจริงด้วย เพราะแม้วัสดุจะมีคุณภาพดี หากติดตั้งไม่ถูกวิธีหรือใช้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ก็อาจเกิดปัญหาได้เช่นกัน

ดังนั้นควรให้ความสำคัญกับทั้ง วัสดุ + วิธีติดตั้ง + ผู้ปฏิบัติงาน + การดูแลรักษา

ในบางกรณีควรปฏิบัติตามคู่มือหรือข้อกำหนดของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะวัสดุที่ต้องใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ระบบกันซึม กาวซีเมนต์ สี เคมีภัณฑ์ หรือวัสดุระบบต่าง ๆ

การวางแผนก่อนซื้อ ช่วยลดต้นทุนโครงการได้มากกว่าที่คิด

หนึ่งในวิธีที่ช่วยควบคุมต้นทุนได้ดีคือการทำรายการวัสดุก่อสร้างให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน

อาจแบ่งรายการออกเป็นหมวด เช่น

งานโครงสร้าง
เหล็ก ปูนซีเมนต์ ทราย หิน และวัสดุที่เกี่ยวข้อง

งานก่อฉาบ
อิฐ ปูนก่อ ปูนฉาบ และวัสดุสำหรับงานผนัง

งานพื้นและผนัง
กระเบื้อง กาวซีเมนต์ ยาแนว และวัสดุประกอบ

งานระบบ
ท่อประปา อุปกรณ์ประปา ท่อร้อยสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้า

งานตกแต่ง
สี ไม้ วัสดุทดแทนไม้ อุปกรณ์ตกแต่ง และวัสดุอื่น ๆ

เมื่อแยกหมวดชัดเจน จะช่วยให้ตรวจสอบปริมาณ เปรียบเทียบราคา และวางแผนการสั่งซื้อได้ง่ายขึ้น

สรุป 5วิธีการเลือกวัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้าง

การเลือกวัสดุก่อสร้างที่ดีไม่ควรตัดสินใจจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรมองภาพรวมของโครงการ ตั้งแต่ลักษณะงาน คุณภาพและมาตรฐาน ต้นทุนรวม สภาพแวดล้อม ไปจนถึงความสามารถในการจัดหาวัสดุให้ทันกับแผนงาน

สำหรับ 5วิธีการเลือกวัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้าง ที่ควรจำไว้ ได้แก่

  1. เลือกวัสดุให้เหมาะกับประเภทและลักษณะงาน
  2. ตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐาน
  3. เปรียบเทียบต้นทุนรวม ไม่ใช่แค่ราคาซื้อ
  4. พิจารณาความทนทานและสภาพแวดล้อม
  5. ตรวจสอบการจัดหาและระยะเวลาส่งมอบ

เมื่อวางแผนทั้ง 5 เรื่องนี้ควบคู่กัน จะช่วยให้การเลือกวัสดุมีเหตุผลมากขึ้น ควบคุมงบประมาณได้ดี และลดความเสี่ยงจากปัญหาวัสดุในระหว่างก่อสร้าง

เพราะในการทำโครงการก่อสร้าง วัสดุที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นวัสดุที่แพงที่สุด แต่คือวัสดุที่มีคุณภาพ เหมาะกับงาน และคุ้มค่ากับโครงการมากที่สุด

สอบถามเพิ่มเติม

Facebook:https://www.facebook.com/ContractorShopTH

Line: @Contractorshop

Shopee: https://shopee.co.th/ctsshop

Lazada: https://shopee.co.th/ctsshop

TikTok: https://www.tiktok.com/@contractor_shop

Tel: 02-091-9789

เยี่ยมชมเว็ปไซต์ คลิก: https://contractorshop.co.th/th/

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

สีย้อมไม้ มีคุณสมบัติอย่างไร?

สีย้อมไม้ คือสีที่ใช้สำหรับทาไม้ ช่วยรักษาพื้นผิวจากสภาพอากาศ ให้มีความสวยงามคืนความสดและเงาให้กับไม้เก่าให้มีอายุการใช้..

มารู้จักยูโรเทป เทปกั้นเขต

วันนี้เรามาพูดถึงเรื่อง ยูโรเทป เทปกั้นเขต ภาษาอังกฤษเรียกว่า Warning Tape ยูโรเทปไม่มีเนื้อกาว เหมาะสำหรับกันเขต..

5 ข้อดีการใช้ปืนฉีดน้ำปรับได้

การดูแลสวน มักเริ่มขึ้นด้วยการรดน้ำที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้พืชเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์..

สินค้าที่คล้ายกัน
Copyright © 2022 Contractor Shop. All Rights reserved.