Call Center : 02-091-9789
27 กรกฎาคม 2566
การสร้างบ้าน 1 หลังไม่ได้มีแค่ช่างก่อสร้างที่เข้ามาทำงานแล้วบ้านจะเสร็จสมบูรณ์ เพราะในความเป็นจริง บ้านหนึ่งหลังประกอบด้วยงานหลายระบบ ตั้งแต่งานดินและฐานราก งานโครงสร้าง งานก่อผนัง งานหลังคา ไปจนถึงระบบไฟฟ้า ประปา สี และงานตกแต่ง
สำหรับคนที่กำลังวางแผนสร้างบ้าน คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ “รู้หรือไม่?บ้าน 1 หลังต้องจ้างช่างอะไรบ้าง” และช่างแต่ละประเภทเข้ามาทำงานช่วงไหน?
ความจริงแล้วจำนวนช่างที่ต้องใช้ไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับขนาดบ้าน แบบก่อสร้าง ระบบที่ติดตั้ง งบประมาณ และการเลือกผู้รับเหมาว่าจะรับงานแบบครบวงจรหรือแยกจ้างเป็นทีม แต่การรู้จักหน้าที่ของช่างแต่ละประเภทไว้ก่อน จะช่วยให้เจ้าของบ้านวางแผนงานและเตรียมงบประมาณได้ง่ายขึ้น
ก่อนจะไปดูว่าต้องจ้างช่างอะไรบ้าง ลองมองภาพรวมของการสร้างบ้านก่อน โดยทั่วไปงานจะค่อย ๆ ดำเนินไปเป็นลำดับ เช่น
ออกแบบและวางแผน → เตรียมพื้นที่ → ฐานรากและโครงสร้าง → ก่อผนัง → หลังคา → ระบบไฟฟ้าและประปา → งานฉาบและพื้นผิว → งานสี → ติดตั้งประตูหน้าต่างและสุขภัณฑ์ → เก็บงาน
แต่ละขั้นตอนอาจมีช่างเฉพาะทางเข้ามารับผิดชอบ ดังนั้นการรู้ลำดับงานจะช่วยลดปัญหาการทำงานซ้อนกัน เช่น ทาสีผนังเสร็จแล้วต้องรื้อเพื่อเดินสายไฟ หรือปูกระเบื้องไปแล้วต้องเจาะเพื่อแก้ระบบประปา
สำหรับบ้านทั่วไป สามารถแบ่งช่างหลัก ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องออกเป็นหลายประเภท ดังนี้
ก่อนเริ่มก่อสร้าง ควรมีการวางแผนแบบบ้านและรายละเอียดที่จำเป็นก่อน ไม่ว่าจะเป็นแปลนพื้น รูปด้าน รูปตัด รายละเอียดโครงสร้าง และระบบต่าง ๆ ตามขนาดและลักษณะของโครงการ
งานส่วนนี้อาจเกี่ยวข้องกับสถาปนิก วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมกับงาน
หน้าที่หลัก
วางแนวคิดและรูปแบบบ้าน
จัดทำแบบก่อสร้าง
กำหนดรายละเอียดพื้นที่
วางตำแหน่งระบบต่าง ๆ
จัดทำรายละเอียดเพื่อใช้ในการก่อสร้าง
บ้านที่มีแบบชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้การคุยกับช่างและการประมาณวัสดุทำได้ง่ายขึ้น
ก่อนเริ่มลงมือสร้างจริง พื้นที่ก่อสร้างอาจต้องมีการวัดระดับ วางแนว หรือปรับพื้นที่ให้เหมาะสมกับแบบ
สำหรับงานที่มีความซับซ้อนหรือมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ อาจต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านสำรวจและงานดินเข้ามาช่วย
งานที่เกี่ยวข้อง
วัดแนวพื้นที่
ตรวจระดับ
ปรับพื้นที่
ขุดดิน
ถมดิน
เตรียมพื้นที่สำหรับงานฐานราก
นี่เป็นหนึ่งในส่วนที่สำคัญที่สุดของบ้าน เพราะฐานรากและโครงสร้างเป็นส่วนที่รับน้ำหนักของอาคาร
งานอาจครอบคลุมตั้งแต่การขุดฐานราก ติดตั้งเหล็กเสริม ทำแบบหล่อ ไปจนถึงเทคอนกรีต ทั้งนี้วิธีการก่อสร้างต้องเป็นไปตามแบบและการออกแบบของโครงการ
งานที่เกี่ยวข้อง
ฐานราก
เสา
คาน
พื้น
งานเหล็กเสริม
งานคอนกรีต
สำหรับบ้านที่มีรายละเอียดโครงสร้างซับซ้อน ไม่ควรให้ช่างตัดสินใจเรื่องโครงสร้างเองโดยไม่มีแบบหรือคำแนะนำจากวิศวกร
เมื่อโครงสร้างหลักพร้อมแล้ว จึงเข้าสู่งานก่อผนังและฉาบพื้นผิว
ช่างก่ออาจทำงานกับวัสดุหลายชนิด เช่น อิฐมอญ อิฐบล็อก หรืออิฐมวลเบา โดยวิธีการก่อและวัสดุที่ใช้ควรสอดคล้องกับระบบผนังที่เลือก
จากนั้นจึงเข้าสู่งานฉาบเพื่อเตรียมพื้นผิวให้เหมาะกับการตกแต่งขั้นต่อไป
งานที่เกี่ยวข้อง
ก่อผนัง
ก่อช่องประตูและหน้าต่าง
ฉาบปูน
ปรับระดับพื้นผิว
เก็บรายละเอียดผนัง
หลังคาเป็นส่วนที่ช่วยป้องกันบ้านจากแดด ฝน และสภาพอากาศ จึงควรให้ความสำคัญทั้งเรื่องโครงสร้างหลังคา วัสดุมุง และรายละเอียดการป้องกันน้ำรั่ว
ช่างหลังคาอาจทำงานเกี่ยวกับโครงหลังคา แผ่นหรือกระเบื้องมุงหลังคา รวมถึงอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ
งานที่เกี่ยวข้อง
ติดตั้งโครงหลังคา
มุงหลังคา
ติดตั้งครอบหลังคา
รางน้ำฝน
ตรวจสอบจุดเสี่ยงน้ำรั่ว
บ้านสมัยใหม่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวนมาก ตั้งแต่ไฟส่องสว่าง เต้ารับ เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น ไปจนถึงระบบอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์อัจฉริยะบางประเภท
ช่างไฟฟ้าจึงควรเข้ามาวางระบบตั้งแต่ช่วงที่ผนังและโครงสร้างยังสามารถเดินท่อหรือสายได้สะดวก
งานที่เกี่ยวข้อง
เดินสายไฟ
ติดตั้งตู้ไฟ
ติดตั้งสวิตช์
ติดตั้งเต้ารับ
ระบบไฟส่องสว่าง
เตรียมระบบสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า
ควรวางตำแหน่งเต้ารับ สวิตช์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าตั้งแต่ช่วงออกแบบ เพราะการมาแก้ไขภายหลังอาจทำให้ต้องรื้อผนังหรือเพิ่มงานมากขึ้น
อีกระบบที่ขาดไม่ได้คือระบบน้ำดีและน้ำทิ้ง ตั้งแต่ห้องน้ำ ห้องครัว ซักล้าง ไปจนถึงระบบระบายน้ำรอบบ้าน
ช่างประปาจะทำหน้าที่ติดตั้งและวางแนวท่อให้เหมาะกับแบบและตำแหน่งสุขภัณฑ์
งานที่เกี่ยวข้อง
เดินท่อน้ำดี
เดินท่อน้ำทิ้ง
ติดตั้งวาล์ว
ติดตั้งปั๊มน้ำ
ติดตั้งถังเก็บน้ำ
เตรียมระบบสำหรับสุขภัณฑ์
การวางท่อที่ดีควรคิดถึงจุดซ่อมบำรุงในอนาคตด้วย ไม่ควรซ่อนจุดเชื่อมต่อหรือวาล์วไว้ในตำแหน่งที่เข้าถึงได้ยากโดยไม่จำเป็น
เมื่อพื้นและผนังผ่านการเตรียมพื้นผิวแล้ว จึงเข้าสู่งานปูกระเบื้อง
ช่างปูกระเบื้องต้องดูทั้งเรื่องแนว ระดับ ความลาดเอียง และการจัดตำแหน่งกระเบื้อง โดยเฉพาะบริเวณห้องน้ำที่ต้องจัดการเรื่องน้ำและความลาดเอียงเข้าสู่จุดระบายน้ำอย่างเหมาะสม
งานที่เกี่ยวข้อง
ปูกระเบื้องพื้น
ปูกระเบื้องผนัง
ตัดกระเบื้อง
จัดแนวกระเบื้อง
ยาแนว
งานสีเป็นอีกขั้นตอนที่ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศของบ้านอย่างเห็นได้ชัด แต่ก่อนจะทาสีจริงต้องเตรียมพื้นผิวให้เหมาะสมเสียก่อน
หากผนังมีฝุ่น ความชื้น รอยแตกร้าว หรือพื้นผิวไม่เรียบ การทาสีทับลงไปทันทีอาจทำให้สีไม่สวยและเกิดปัญหาตามมา
งานที่เกี่ยวข้อง
เตรียมพื้นผิว
อุดรอยแตกร้าว
ขัดพื้นผิว
ทาสีรองพื้น
ทาสีทับหน้า
เก็บรายละเอียด
ประตูและหน้าต่างไม่ได้มีหน้าที่เพียงเพิ่มความสวยงาม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการระบายอากาศ แสงธรรมชาติ ความปลอดภัย และการป้องกันน้ำฝน
ช่างอาจเข้ามาติดตั้งประตู หน้าต่าง กระจก หรือวงกบตามประเภทวัสดุที่เลือก
งานที่เกี่ยวข้อง
ติดตั้งวงกบ
ติดตั้งประตู
ติดตั้งหน้าต่าง
ติดตั้งกระจก
ตรวจสอบการเปิด-ปิด
ตรวจสอบรอยต่อและการป้องกันน้ำ
หากบ้านมีงานเหล็กประกอบ เช่น รั้ว ประตูเหล็ก ราวกันตก กันสาด โครงสร้างเหล็กบางส่วน หรือชิ้นงานตกแต่ง ก็อาจต้องใช้ช่างเหล็กและช่างเชื่อมเข้ามารับผิดชอบ
งานที่เกี่ยวข้อง
ทำรั้ว
ทำประตูเหล็ก
ทำราวกันตก
ทำโครงกันสาด
งานโครงสร้างเหล็กบางประเภท
งานเชื่อมประกอบ
งานโครงสร้างเหล็กที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือรับน้ำหนักควรทำตามแบบและข้อกำหนดทางวิศวกรรม ไม่ควรใช้การคาดเดาจากประสบการณ์เพียงอย่างเดียว
หากเจ้าของบ้านต้องการงานไม้หรือเฟอร์นิเจอร์แบบสั่งทำ อาจต้องมีช่างไม้หรือช่างเฟอร์นิเจอร์เข้ามาเพิ่มเติม
ตัวอย่างงาน
ตู้บิวท์อิน
ชั้นวางของ
เคาน์เตอร์
ประตูไม้
งานตกแต่งไม้
งานประเภทนี้มักเข้ามาในช่วงท้ายของการก่อสร้าง หลังจากพื้นที่หลักพร้อมสำหรับการติดตั้ง
หากบ้านติดตั้งเครื่องปรับอากาศหลายจุด ควรวางตำแหน่งเครื่องและแนวท่อน้ำยา ท่อน้ำทิ้ง รวมถึงตำแหน่งคอยล์ร้อนตั้งแต่ช่วงวางระบบ
การคิดเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นช่วยลดปัญหาการเดินท่อที่ไม่สวยหรือการต้องเจาะผนังภายหลัง
สำหรับบ้านที่ใช้หน้าต่าง ประตู หรือส่วนประกอบที่ทำจากอลูมิเนียมและกระจก อาจมีช่างเฉพาะทางเข้ามาดูแล
งานที่เกี่ยวข้อง
ประตูอลูมิเนียม
หน้าต่างอลูมิเนียม
กระจก
ฉากกั้น
งานกระจกตกแต่ง
ควรเลือกชนิดกระจกและระบบกรอบให้เหมาะกับตำแหน่งและการใช้งาน โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย
ช่วงสุดท้ายของการสร้างบ้านมักเป็นช่วงที่มีรายละเอียดเล็ก ๆ จำนวนมาก เช่น ซ่อมสี เก็บยาแนว ปรับบานประตู ติดตั้งอุปกรณ์ และแก้ไขงานที่ยังไม่เรียบร้อย
งานเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นช่างเฉพาะทางเพียงคนเดียว แต่ต้องประสานหลายทีมให้เข้ามาเก็บรายละเอียดตามลำดับ
| ประเภทช่าง | งานหลัก |
|---|---|
| ช่างสำรวจ/เขียนแบบ | สำรวจพื้นที่และจัดทำแบบ |
| ช่างงานดิน | ขุด ถม และเตรียมพื้นที่ |
| ช่างฐานราก/โครงสร้าง | ฐานราก เสา คาน พื้น |
| ช่างก่อ-ฉาบ | ก่อผนังและฉาบปูน |
| ช่างหลังคา | โครงหลังคาและวัสดุมุง |
| ช่างไฟฟ้า | ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ |
| ช่างประปา | ระบบน้ำดี น้ำทิ้ง |
| ช่างปูกระเบื้อง | พื้นและผนัง |
| ช่างทาสี | เตรียมพื้นผิวและทาสี |
| ช่างประตูหน้าต่าง | ติดตั้งประตูและหน้าต่าง |
| ช่างเหล็ก/ช่างเชื่อม | รั้ว ประตู ราว และงานเหล็ก |
| ช่างไม้/เฟอร์นิเจอร์ | งานไม้และบิวท์อิน |
| ช่างแอร์ | ระบบปรับอากาศ |
| ช่างกระจก/อลูมิเนียม | ประตู หน้าต่าง และงานกระจก |
| ช่างเก็บงาน | ตรวจและแก้ไขรายละเอียด |
ไม่ใช่ทุกบ้านที่จะต้องจ้างช่างครบทุกประเภท บางโครงการใช้ผู้รับเหมาหลักที่มีทีมช่างหลายสาขาอยู่แล้ว ขณะที่บางคนเลือกแยกจ้างช่างแต่ละทีมเพื่อควบคุมงบประมาณและเลือกผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียว เพราะขึ้นอยู่กับเวลา ความรู้ และความพร้อมของเจ้าของบ้าน
เหมาะกับเจ้าของบ้านที่ไม่มีเวลาประสานช่างหลายทีม ผู้รับเหมาหลักจะช่วยจัดลำดับงานและประสานทีมต่าง ๆ ให้
ข้อดี
ลดภาระการประสานงาน
มีผู้รับผิดชอบหลัก
วางแผนงานต่อเนื่องได้ง่าย
สิ่งที่ควรตรวจสอบ
ขอบเขตงาน
รายการวัสดุ
งวดงาน
ระยะเวลาก่อสร้าง
เงื่อนไขการรับประกัน
รายละเอียดงานที่รวมและไม่รวมในสัญญา
เหมาะกับคนที่มีเวลาและมีความรู้ด้านงานก่อสร้างพอสมควร
ข้อดี
เลือกช่างเฉพาะทางได้เอง
สามารถเปรียบเทียบราคาแต่ละงาน
ควบคุมวัสดุบางรายการได้ละเอียดขึ้น
แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือเจ้าของบ้านต้องเป็นคนจัดลำดับงานและประสานช่างเอง หากงานหนึ่งล่าช้า อาจส่งผลต่อทีมที่ต้องเข้ามาทำงานต่อ
การจ้างช่างควรสัมพันธ์กับลำดับของงาน ไม่ใช่จ้างทุกทีมเข้ามาพร้อมกัน เพราะอาจเกิดปัญหาทำงานทับซ้อนกันได้
ลำดับโดยภาพรวมอาจเป็นดังนี้
1. ออกแบบและจัดทำแบบ
↓
2. เตรียมพื้นที่และงานดิน
↓
3. ฐานรากและโครงสร้าง
↓
4. ก่อผนังและงานหลังคา
↓
5. เดินระบบไฟฟ้าและประปา
↓
6. ฉาบปูนและเตรียมพื้นผิว
↓
7. ปูกระเบื้องและติดตั้งประตูหน้าต่าง
↓
8. ทาสี
↓
9. ติดตั้งสุขภัณฑ์ ไฟฟ้า แอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ
↓
10. เก็บงานและตรวจรับ
ลำดับจริงอาจแตกต่างกันตามระบบก่อสร้างและแบบของแต่ละบ้าน ดังนั้นควรให้ผู้รับผิดชอบโครงการเป็นผู้จัดแผนงานที่เหมาะสม
ก่อนตกลงจ้างช่าง ไม่ควรคุยกันแค่เรื่อง “ราคาเท่าไร” แต่ควรตกลงรายละเอียดให้ชัดเจน
ระบุให้ชัดว่าช่างรับผิดชอบงานส่วนไหน และงานใดไม่ได้รวมอยู่ในราคา
ควรระบุชนิด รุ่น ขนาด หรือคุณสมบัติของวัสดุที่สำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจไม่ตรงกัน
กำหนดวันเริ่มต้น ระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้ และเงื่อนไขกรณีงานล่าช้า
ควรกำหนดเป็นงวดตามความคืบหน้าของงาน และควรมีรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษร
สอบถามตั้งแต่ต้นว่าหากพบปัญหาหลังส่งมอบ ใครเป็นผู้รับผิดชอบและมีเงื่อนไขอย่างไร
รู้หรือไม่?บ้าน 1 หลังต้องจ้างช่างอะไรบ้าง จริง ๆ แล้วไม่ได้มีจำนวนที่แน่นอน เพราะแต่ละบ้านมีรูปแบบและรายละเอียดแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปอาจเกี่ยวข้องกับช่างงานโครงสร้าง ช่างก่อฉาบ ช่างหลังคา ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ช่างปูกระเบื้อง ช่างสี ช่างประตูหน้าต่าง รวมถึงช่างเฉพาะทางอื่น ๆ ตามความต้องการของบ้าน
สิ่งสำคัญกว่าการรู้จำนวนช่าง คือการรู้ว่า ช่างแต่ละประเภทควรเข้ามาทำงานช่วงไหน และงานของแต่ละทีมเชื่อมต่อกันอย่างไร เพราะการวางแผนที่ดีจะช่วยลดงานซ้ำ ลดการรื้อแก้ และช่วยควบคุมทั้งเวลาและงบประมาณได้ง่ายขึ้น
สำหรับเจ้าของบ้าน หากไม่ได้มีประสบการณ์ด้านการก่อสร้าง การมีผู้รับเหมาหรือผู้ควบคุมงานที่สามารถประสานช่างแต่ละทีมและตรวจสอบงานตามแบบได้ ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดภาระในการดูแลหน้างาน และทำให้การสร้างบ้านเป็นระบบมากขึ้น
Facebook:https://www.facebook.com/ContractorShopTH
Line: @Contractorshop
Shopee: https://shopee.co.th/ctsshop
Lazada: https://shopee.co.th/ctsshop
TikTok: https://www.tiktok.com/@contractor_shop
Tel: 02-091-9789
เยี่ยมชมเว็ปไซต์ คลิก: https://contractorshop.co.th/th/
ติดตามคำสั่งซื้อ
เข้าสู่ระบบ