×
สมัครสมาชิก | เข้าสู่ระบบ

รู้หรือไม่?บ้าน 1 หลังต้องจ้างช่างอะไรบ้าง

27 กรกฎาคม 2566
รู้หรือไม่?บ้าน 1 หลังต้องจ้างช่างอะไรบ้าง

รู้หรือไม่?บ้าน 1 หลังต้องจ้างช่างอะไรบ้าง รวมช่างสำคัญตั้งแต่เริ่มสร้างจนบ้านเสร็จ



การสร้างบ้าน 1 หลังไม่ได้มีแค่ช่างก่อสร้างที่เข้ามาทำงานแล้วบ้านจะเสร็จสมบูรณ์ เพราะในความเป็นจริง บ้านหนึ่งหลังประกอบด้วยงานหลายระบบ ตั้งแต่งานดินและฐานราก งานโครงสร้าง งานก่อผนัง งานหลังคา ไปจนถึงระบบไฟฟ้า ประปา สี และงานตกแต่ง

สำหรับคนที่กำลังวางแผนสร้างบ้าน คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ “รู้หรือไม่?บ้าน 1 หลังต้องจ้างช่างอะไรบ้าง” และช่างแต่ละประเภทเข้ามาทำงานช่วงไหน?

ความจริงแล้วจำนวนช่างที่ต้องใช้ไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับขนาดบ้าน แบบก่อสร้าง ระบบที่ติดตั้ง งบประมาณ และการเลือกผู้รับเหมาว่าจะรับงานแบบครบวงจรหรือแยกจ้างเป็นทีม แต่การรู้จักหน้าที่ของช่างแต่ละประเภทไว้ก่อน จะช่วยให้เจ้าของบ้านวางแผนงานและเตรียมงบประมาณได้ง่ายขึ้น

บ้าน 1 หลังมีงานอะไรบ้าง?

ก่อนจะไปดูว่าต้องจ้างช่างอะไรบ้าง ลองมองภาพรวมของการสร้างบ้านก่อน โดยทั่วไปงานจะค่อย ๆ ดำเนินไปเป็นลำดับ เช่น

ออกแบบและวางแผน → เตรียมพื้นที่ → ฐานรากและโครงสร้าง → ก่อผนัง → หลังคา → ระบบไฟฟ้าและประปา → งานฉาบและพื้นผิว → งานสี → ติดตั้งประตูหน้าต่างและสุขภัณฑ์ → เก็บงาน

แต่ละขั้นตอนอาจมีช่างเฉพาะทางเข้ามารับผิดชอบ ดังนั้นการรู้ลำดับงานจะช่วยลดปัญหาการทำงานซ้อนกัน เช่น ทาสีผนังเสร็จแล้วต้องรื้อเพื่อเดินสายไฟ หรือปูกระเบื้องไปแล้วต้องเจาะเพื่อแก้ระบบประปา

รู้หรือไม่?บ้าน 1 หลังต้องจ้างช่างอะไรบ้าง?

สำหรับบ้านทั่วไป สามารถแบ่งช่างหลัก ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องออกเป็นหลายประเภท ดังนี้

1. ช่างสำรวจและช่างเขียนแบบ



ก่อนเริ่มก่อสร้าง ควรมีการวางแผนแบบบ้านและรายละเอียดที่จำเป็นก่อน ไม่ว่าจะเป็นแปลนพื้น รูปด้าน รูปตัด รายละเอียดโครงสร้าง และระบบต่าง ๆ ตามขนาดและลักษณะของโครงการ

งานส่วนนี้อาจเกี่ยวข้องกับสถาปนิก วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมกับงาน

หน้าที่หลัก

  • วางแนวคิดและรูปแบบบ้าน

  • จัดทำแบบก่อสร้าง

  • กำหนดรายละเอียดพื้นที่

  • วางตำแหน่งระบบต่าง ๆ

  • จัดทำรายละเอียดเพื่อใช้ในการก่อสร้าง

บ้านที่มีแบบชัดเจนตั้งแต่ต้นจะช่วยให้การคุยกับช่างและการประมาณวัสดุทำได้ง่ายขึ้น

2. ช่างสำรวจและช่างเตรียมพื้นที่



ก่อนเริ่มลงมือสร้างจริง พื้นที่ก่อสร้างอาจต้องมีการวัดระดับ วางแนว หรือปรับพื้นที่ให้เหมาะสมกับแบบ

สำหรับงานที่มีความซับซ้อนหรือมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ อาจต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านสำรวจและงานดินเข้ามาช่วย

งานที่เกี่ยวข้อง

  • วัดแนวพื้นที่

  • ตรวจระดับ

  • ปรับพื้นที่

  • ขุดดิน

  • ถมดิน

  • เตรียมพื้นที่สำหรับงานฐานราก

3. ช่างฐานรากและช่างโครงสร้าง



นี่เป็นหนึ่งในส่วนที่สำคัญที่สุดของบ้าน เพราะฐานรากและโครงสร้างเป็นส่วนที่รับน้ำหนักของอาคาร

งานอาจครอบคลุมตั้งแต่การขุดฐานราก ติดตั้งเหล็กเสริม ทำแบบหล่อ ไปจนถึงเทคอนกรีต ทั้งนี้วิธีการก่อสร้างต้องเป็นไปตามแบบและการออกแบบของโครงการ

งานที่เกี่ยวข้อง

  • ฐานราก

  • เสา

  • คาน

  • พื้น

  • งานเหล็กเสริม

  • งานคอนกรีต

สำหรับบ้านที่มีรายละเอียดโครงสร้างซับซ้อน ไม่ควรให้ช่างตัดสินใจเรื่องโครงสร้างเองโดยไม่มีแบบหรือคำแนะนำจากวิศวกร

4. ช่างก่ออิฐและช่างฉาบปูน



เมื่อโครงสร้างหลักพร้อมแล้ว จึงเข้าสู่งานก่อผนังและฉาบพื้นผิว

ช่างก่ออาจทำงานกับวัสดุหลายชนิด เช่น อิฐมอญ อิฐบล็อก หรืออิฐมวลเบา โดยวิธีการก่อและวัสดุที่ใช้ควรสอดคล้องกับระบบผนังที่เลือก

จากนั้นจึงเข้าสู่งานฉาบเพื่อเตรียมพื้นผิวให้เหมาะกับการตกแต่งขั้นต่อไป

งานที่เกี่ยวข้อง

  • ก่อผนัง

  • ก่อช่องประตูและหน้าต่าง

  • ฉาบปูน

  • ปรับระดับพื้นผิว

  • เก็บรายละเอียดผนัง

5. ช่างหลังคา



หลังคาเป็นส่วนที่ช่วยป้องกันบ้านจากแดด ฝน และสภาพอากาศ จึงควรให้ความสำคัญทั้งเรื่องโครงสร้างหลังคา วัสดุมุง และรายละเอียดการป้องกันน้ำรั่ว

ช่างหลังคาอาจทำงานเกี่ยวกับโครงหลังคา แผ่นหรือกระเบื้องมุงหลังคา รวมถึงอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ

งานที่เกี่ยวข้อง

  • ติดตั้งโครงหลังคา

  • มุงหลังคา

  • ติดตั้งครอบหลังคา

  • รางน้ำฝน

  • ตรวจสอบจุดเสี่ยงน้ำรั่ว

6. ช่างไฟฟ้า



บ้านสมัยใหม่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวนมาก ตั้งแต่ไฟส่องสว่าง เต้ารับ เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น ไปจนถึงระบบอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์อัจฉริยะบางประเภท

ช่างไฟฟ้าจึงควรเข้ามาวางระบบตั้งแต่ช่วงที่ผนังและโครงสร้างยังสามารถเดินท่อหรือสายได้สะดวก

งานที่เกี่ยวข้อง

  • เดินสายไฟ

  • ติดตั้งตู้ไฟ

  • ติดตั้งสวิตช์

  • ติดตั้งเต้ารับ

  • ระบบไฟส่องสว่าง

  • เตรียมระบบสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า

ควรวางตำแหน่งเต้ารับ สวิตช์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าตั้งแต่ช่วงออกแบบ เพราะการมาแก้ไขภายหลังอาจทำให้ต้องรื้อผนังหรือเพิ่มงานมากขึ้น

7. ช่างประปาและช่างสุขาภิบาล



อีกระบบที่ขาดไม่ได้คือระบบน้ำดีและน้ำทิ้ง ตั้งแต่ห้องน้ำ ห้องครัว ซักล้าง ไปจนถึงระบบระบายน้ำรอบบ้าน

ช่างประปาจะทำหน้าที่ติดตั้งและวางแนวท่อให้เหมาะกับแบบและตำแหน่งสุขภัณฑ์

งานที่เกี่ยวข้อง

  • เดินท่อน้ำดี

  • เดินท่อน้ำทิ้ง

  • ติดตั้งวาล์ว

  • ติดตั้งปั๊มน้ำ

  • ติดตั้งถังเก็บน้ำ

  • เตรียมระบบสำหรับสุขภัณฑ์

การวางท่อที่ดีควรคิดถึงจุดซ่อมบำรุงในอนาคตด้วย ไม่ควรซ่อนจุดเชื่อมต่อหรือวาล์วไว้ในตำแหน่งที่เข้าถึงได้ยากโดยไม่จำเป็น

8. ช่างปูกระเบื้อง



เมื่อพื้นและผนังผ่านการเตรียมพื้นผิวแล้ว จึงเข้าสู่งานปูกระเบื้อง

ช่างปูกระเบื้องต้องดูทั้งเรื่องแนว ระดับ ความลาดเอียง และการจัดตำแหน่งกระเบื้อง โดยเฉพาะบริเวณห้องน้ำที่ต้องจัดการเรื่องน้ำและความลาดเอียงเข้าสู่จุดระบายน้ำอย่างเหมาะสม

งานที่เกี่ยวข้อง

  • ปูกระเบื้องพื้น

  • ปูกระเบื้องผนัง

  • ตัดกระเบื้อง

  • จัดแนวกระเบื้อง

  • ยาแนว

9. ช่างทาสี



งานสีเป็นอีกขั้นตอนที่ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศของบ้านอย่างเห็นได้ชัด แต่ก่อนจะทาสีจริงต้องเตรียมพื้นผิวให้เหมาะสมเสียก่อน

หากผนังมีฝุ่น ความชื้น รอยแตกร้าว หรือพื้นผิวไม่เรียบ การทาสีทับลงไปทันทีอาจทำให้สีไม่สวยและเกิดปัญหาตามมา

งานที่เกี่ยวข้อง

  • เตรียมพื้นผิว

  • อุดรอยแตกร้าว

  • ขัดพื้นผิว

  • ทาสีรองพื้น

  • ทาสีทับหน้า

  • เก็บรายละเอียด

10. ช่างประตูและหน้าต่าง



ประตูและหน้าต่างไม่ได้มีหน้าที่เพียงเพิ่มความสวยงาม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการระบายอากาศ แสงธรรมชาติ ความปลอดภัย และการป้องกันน้ำฝน

ช่างอาจเข้ามาติดตั้งประตู หน้าต่าง กระจก หรือวงกบตามประเภทวัสดุที่เลือก

งานที่เกี่ยวข้อง

  • ติดตั้งวงกบ

  • ติดตั้งประตู

  • ติดตั้งหน้าต่าง

  • ติดตั้งกระจก

  • ตรวจสอบการเปิด-ปิด

  • ตรวจสอบรอยต่อและการป้องกันน้ำ

11. ช่างเหล็กและช่างเชื่อม



หากบ้านมีงานเหล็กประกอบ เช่น รั้ว ประตูเหล็ก ราวกันตก กันสาด โครงสร้างเหล็กบางส่วน หรือชิ้นงานตกแต่ง ก็อาจต้องใช้ช่างเหล็กและช่างเชื่อมเข้ามารับผิดชอบ

งานที่เกี่ยวข้อง

  • ทำรั้ว

  • ทำประตูเหล็ก

  • ทำราวกันตก

  • ทำโครงกันสาด

  • งานโครงสร้างเหล็กบางประเภท

  • งานเชื่อมประกอบ

งานโครงสร้างเหล็กที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือรับน้ำหนักควรทำตามแบบและข้อกำหนดทางวิศวกรรม ไม่ควรใช้การคาดเดาจากประสบการณ์เพียงอย่างเดียว

12. ช่างไม้และช่างเฟอร์นิเจอร์



หากเจ้าของบ้านต้องการงานไม้หรือเฟอร์นิเจอร์แบบสั่งทำ อาจต้องมีช่างไม้หรือช่างเฟอร์นิเจอร์เข้ามาเพิ่มเติม

ตัวอย่างงาน

  • ตู้บิวท์อิน

  • ชั้นวางของ

  • เคาน์เตอร์

  • ประตูไม้

  • งานตกแต่งไม้

งานประเภทนี้มักเข้ามาในช่วงท้ายของการก่อสร้าง หลังจากพื้นที่หลักพร้อมสำหรับการติดตั้ง

13. ช่างแอร์และช่างระบบปรับอากาศ



หากบ้านติดตั้งเครื่องปรับอากาศหลายจุด ควรวางตำแหน่งเครื่องและแนวท่อน้ำยา ท่อน้ำทิ้ง รวมถึงตำแหน่งคอยล์ร้อนตั้งแต่ช่วงวางระบบ

การคิดเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นช่วยลดปัญหาการเดินท่อที่ไม่สวยหรือการต้องเจาะผนังภายหลัง

14. ช่างกระจกและอลูมิเนียม



สำหรับบ้านที่ใช้หน้าต่าง ประตู หรือส่วนประกอบที่ทำจากอลูมิเนียมและกระจก อาจมีช่างเฉพาะทางเข้ามาดูแล

งานที่เกี่ยวข้อง

  • ประตูอลูมิเนียม

  • หน้าต่างอลูมิเนียม

  • กระจก

  • ฉากกั้น

  • งานกระจกตกแต่ง

ควรเลือกชนิดกระจกและระบบกรอบให้เหมาะกับตำแหน่งและการใช้งาน โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย

15. ช่างเก็บงานและช่างตกแต่ง



ช่วงสุดท้ายของการสร้างบ้านมักเป็นช่วงที่มีรายละเอียดเล็ก ๆ จำนวนมาก เช่น ซ่อมสี เก็บยาแนว ปรับบานประตู ติดตั้งอุปกรณ์ และแก้ไขงานที่ยังไม่เรียบร้อย

งานเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นช่างเฉพาะทางเพียงคนเดียว แต่ต้องประสานหลายทีมให้เข้ามาเก็บรายละเอียดตามลำดับ

สรุปช่างที่อาจต้องใช้ในการสร้างบ้าน 1 หลัง

ประเภทช่างงานหลัก
ช่างสำรวจ/เขียนแบบสำรวจพื้นที่และจัดทำแบบ
ช่างงานดินขุด ถม และเตรียมพื้นที่
ช่างฐานราก/โครงสร้างฐานราก เสา คาน พื้น
ช่างก่อ-ฉาบก่อผนังและฉาบปูน
ช่างหลังคาโครงหลังคาและวัสดุมุง
ช่างไฟฟ้าระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์
ช่างประปาระบบน้ำดี น้ำทิ้ง
ช่างปูกระเบื้องพื้นและผนัง
ช่างทาสีเตรียมพื้นผิวและทาสี
ช่างประตูหน้าต่างติดตั้งประตูและหน้าต่าง
ช่างเหล็ก/ช่างเชื่อมรั้ว ประตู ราว และงานเหล็ก
ช่างไม้/เฟอร์นิเจอร์งานไม้และบิวท์อิน
ช่างแอร์ระบบปรับอากาศ
ช่างกระจก/อลูมิเนียมประตู หน้าต่าง และงานกระจก
ช่างเก็บงานตรวจและแก้ไขรายละเอียด

ไม่ใช่ทุกบ้านที่จะต้องจ้างช่างครบทุกประเภท บางโครงการใช้ผู้รับเหมาหลักที่มีทีมช่างหลายสาขาอยู่แล้ว ขณะที่บางคนเลือกแยกจ้างช่างแต่ละทีมเพื่อควบคุมงบประมาณและเลือกผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน


ควรจ้างช่างทั้งหมดเอง หรือจ้างผู้รับเหมาหลัก?

คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียว เพราะขึ้นอยู่กับเวลา ความรู้ และความพร้อมของเจ้าของบ้าน

จ้างผู้รับเหมาหลัก

เหมาะกับเจ้าของบ้านที่ไม่มีเวลาประสานช่างหลายทีม ผู้รับเหมาหลักจะช่วยจัดลำดับงานและประสานทีมต่าง ๆ ให้

ข้อดี

  • ลดภาระการประสานงาน

  • มีผู้รับผิดชอบหลัก

  • วางแผนงานต่อเนื่องได้ง่าย

สิ่งที่ควรตรวจสอบ

  • ขอบเขตงาน

  • รายการวัสดุ

  • งวดงาน

  • ระยะเวลาก่อสร้าง

  • เงื่อนไขการรับประกัน

  • รายละเอียดงานที่รวมและไม่รวมในสัญญา

แยกจ้างช่างแต่ละทีม

เหมาะกับคนที่มีเวลาและมีความรู้ด้านงานก่อสร้างพอสมควร

ข้อดี

  • เลือกช่างเฉพาะทางได้เอง

  • สามารถเปรียบเทียบราคาแต่ละงาน

  • ควบคุมวัสดุบางรายการได้ละเอียดขึ้น

แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือเจ้าของบ้านต้องเป็นคนจัดลำดับงานและประสานช่างเอง หากงานหนึ่งล่าช้า อาจส่งผลต่อทีมที่ต้องเข้ามาทำงานต่อ

ลำดับการจ้างช่างสร้างบ้านควรเป็นอย่างไร?

การจ้างช่างควรสัมพันธ์กับลำดับของงาน ไม่ใช่จ้างทุกทีมเข้ามาพร้อมกัน เพราะอาจเกิดปัญหาทำงานทับซ้อนกันได้

ลำดับโดยภาพรวมอาจเป็นดังนี้

1. ออกแบบและจัดทำแบบ

2. เตรียมพื้นที่และงานดิน

3. ฐานรากและโครงสร้าง

4. ก่อผนังและงานหลังคา

5. เดินระบบไฟฟ้าและประปา

6. ฉาบปูนและเตรียมพื้นผิว

7. ปูกระเบื้องและติดตั้งประตูหน้าต่าง

8. ทาสี

9. ติดตั้งสุขภัณฑ์ ไฟฟ้า แอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ

10. เก็บงานและตรวจรับ

ลำดับจริงอาจแตกต่างกันตามระบบก่อสร้างและแบบของแต่ละบ้าน ดังนั้นควรให้ผู้รับผิดชอบโครงการเป็นผู้จัดแผนงานที่เหมาะสม

5 เรื่องที่ควรคุยกับช่างก่อนเริ่มงาน

ก่อนตกลงจ้างช่าง ไม่ควรคุยกันแค่เรื่อง “ราคาเท่าไร” แต่ควรตกลงรายละเอียดให้ชัดเจน

1. ขอบเขตงาน

ระบุให้ชัดว่าช่างรับผิดชอบงานส่วนไหน และงานใดไม่ได้รวมอยู่ในราคา

2. วัสดุที่ใช้

ควรระบุชนิด รุ่น ขนาด หรือคุณสมบัติของวัสดุที่สำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจไม่ตรงกัน

3. ระยะเวลาทำงาน

กำหนดวันเริ่มต้น ระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้ และเงื่อนไขกรณีงานล่าช้า

4. การชำระเงิน

ควรกำหนดเป็นงวดตามความคืบหน้าของงาน และควรมีรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษร

5. การรับประกันและแก้ไขงาน

สอบถามตั้งแต่ต้นว่าหากพบปัญหาหลังส่งมอบ ใครเป็นผู้รับผิดชอบและมีเงื่อนไขอย่างไร

สรุป รู้หรือไม่?บ้าน 1 หลังต้องจ้างช่างอะไรบ้าง

รู้หรือไม่?บ้าน 1 หลังต้องจ้างช่างอะไรบ้าง จริง ๆ แล้วไม่ได้มีจำนวนที่แน่นอน เพราะแต่ละบ้านมีรูปแบบและรายละเอียดแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปอาจเกี่ยวข้องกับช่างงานโครงสร้าง ช่างก่อฉาบ ช่างหลังคา ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ช่างปูกระเบื้อง ช่างสี ช่างประตูหน้าต่าง รวมถึงช่างเฉพาะทางอื่น ๆ ตามความต้องการของบ้าน

สิ่งสำคัญกว่าการรู้จำนวนช่าง คือการรู้ว่า ช่างแต่ละประเภทควรเข้ามาทำงานช่วงไหน และงานของแต่ละทีมเชื่อมต่อกันอย่างไร เพราะการวางแผนที่ดีจะช่วยลดงานซ้ำ ลดการรื้อแก้ และช่วยควบคุมทั้งเวลาและงบประมาณได้ง่ายขึ้น

สำหรับเจ้าของบ้าน หากไม่ได้มีประสบการณ์ด้านการก่อสร้าง การมีผู้รับเหมาหรือผู้ควบคุมงานที่สามารถประสานช่างแต่ละทีมและตรวจสอบงานตามแบบได้ ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดภาระในการดูแลหน้างาน และทำให้การสร้างบ้านเป็นระบบมากขึ้น

สอบถามเพิ่มเติม

Facebook:https://www.facebook.com/ContractorShopTH

Line: @Contractorshop

Shopee: https://shopee.co.th/ctsshop

Lazada: https://shopee.co.th/ctsshop

TikTok: https://www.tiktok.com/@contractor_shop

Tel: 02-091-9789

เยี่ยมชมเว็ปไซต์ คลิก: https://contractorshop.co.th/th/

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

รอกมีกี่ประเภท แต่ละประเภทใช้งานแบบไหน?

รอก คืออุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการดึงหรือยกของที่มีน้ำหนัก มักนิยมใช้ในงานที่มี่ขนาดใหญ่หรือน้ำหนักมาก รอกมักจะนำมาใช้ใ..

คีมแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร?

# คีมแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร? เลือกใช้แบบไหนให้เหมาะกับงาน **คีม** เป็นหนึ่งในเครื่องมือช่างพื้นฐานที่พบได้ทั้งในง..

ประเภทของงานช่าง

งานช่างเป็นงานที่ต้องนำเอาความรู้ ทักษะทางด้านวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ ตลอดจนกระบวนการเลือกใช้กระบวนการทางเทคโนโลยี ทรัพ..

สินค้าที่คล้ายกัน
Copyright © 2022 Contractor Shop. All Rights reserved.