Call Center : 02-091-9789
2 สิงหาคม 2566
ทุกวันนี้การสร้างบ้านหรืออาคารไม่ได้มองเพียงเรื่องความแข็งแรงและความสวยงามอีกต่อไป หลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับผลกระทบที่วัสดุแต่ละชนิดมีต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่หรือการกำจัดเมื่อหมดอายุการใช้งาน
แนวคิดนี้ทำให้ วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องหมายความว่าต้องแลกกับความแข็งแรงหรือความสวยงามของบ้าน
แต่จริง ๆ แล้ววัสดุก่อสร้างแบบไหนจึงจะเรียกว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม? และถ้ากำลังสร้างบ้าน เราควรเลือกวัสดุอย่างไรให้เหมาะสม?
บทความนี้จะพาไปรู้จักกันแบบเข้าใจง่ายครับ
วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หมายถึง วัสดุที่ได้รับการออกแบบ ผลิต หรือเลือกใช้โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของวัสดุ ไม่ใช่ดูเพียงว่าวัสดุนั้นทำจากธรรมชาติหรือไม่
ปัจจัยที่สามารถนำมาพิจารณาได้ เช่น
ใช้ทรัพยากรในการผลิตน้อยลง
ลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้
มีอายุการใช้งานยาวนาน
ลดปริมาณของเสียจากการก่อสร้าง
มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ใช้งานน้อยลงเมื่อเลือกใช้อย่างเหมาะสม
ดังนั้น คำว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ไม่ได้หมายความว่าวัสดุนั้นต้องเป็นวัสดุธรรมชาติ 100% แต่ควรพิจารณาภาพรวมตั้งแต่การผลิตจนถึงการใช้งานจริง
งานก่อสร้างเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งทราย หิน ปูนซีเมนต์ เหล็ก ไม้ และวัสดุอื่น ๆ หากเลือกวัสดุโดยไม่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรหรือของเสียที่เกิดขึ้น ก็อาจเพิ่มผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่จำเป็น
การเลือกวัสดุที่เหมาะสมจึงช่วยให้เกิดประโยชน์หลายด้าน เช่น
วัสดุบางประเภทสามารถผลิตจากวัสดุรีไซเคิลหรือใช้วัตถุดิบที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ทำให้ลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติได้ในบางส่วน
หากเลือกวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิล หรือมีขนาดเหมาะกับพื้นที่ ก็สามารถช่วยลดเศษวัสดุที่ต้องทิ้งจากหน้างานได้
วัสดุบางชนิดมีคุณสมบัติช่วยด้านการกันความร้อนหรือเพิ่มประสิทธิภาพของอาคาร ซึ่งอาจช่วยลดภาระการใช้พลังงานในระหว่างการอยู่อาศัยได้
วัสดุที่มีอายุการใช้งานเหมาะสมและดูแลรักษาง่าย อาจช่วยลดความจำเป็นในการเปลี่ยนวัสดุบ่อย ๆ ซึ่งเป็นการลดทั้งค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากรในระยะยาว
ไม่มีวัสดุเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถตอบโจทย์บ้านทุกหลังได้ แต่มีวัสดุหลายกลุ่มที่สามารถนำมาพิจารณาเมื่อเราต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ไม้เป็นวัสดุที่มีการนำมาใช้ในงานก่อสร้างและตกแต่งมาอย่างยาวนาน ทั้งงานพื้น ผนัง ประตู และเฟอร์นิเจอร์
หากเลือกใช้ไม้จากแหล่งที่มีการจัดการป่าไม้อย่างเหมาะสม ก็สามารถเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับงานก่อสร้างที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้
นอกจากนี้ยังมีวัสดุทดแทนไม้หลายประเภท ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาไม้ธรรมชาติในบางลักษณะงาน
สิ่งสำคัญคือควรตรวจสอบแหล่งที่มาและคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นก่อนเลือกใช้
![]()
วัสดุรีไซเคิลเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นการนำวัสดุที่ผ่านการใช้งานหรือเหลือจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่
ตัวอย่างเช่น
เหล็กรีไซเคิล
กระจกรีไซเคิล
พลาสติกรีไซเคิลบางประเภท
วัสดุตกแต่งที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้
ข้อดีคือช่วยลดปริมาณวัสดุที่ต้องเข้าสู่กระบวนการกำจัด และลดความต้องการใช้วัตถุดิบใหม่ในบางกรณี
อิฐมวลเบาเป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้ในงานก่อผนังบ้านอย่างแพร่หลาย จุดเด่นสำคัญคือมีน้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับวัสดุก่อผนังบางประเภท
การลดน้ำหนักของผนังอาจช่วยลดน้ำหนักโดยรวมของอาคาร และส่งผลต่อการออกแบบโครงสร้างได้ แต่การเลือกใช้ควรพิจารณาร่วมกับระบบโครงสร้างและรายละเอียดการก่อสร้างของอาคาร
นอกจากนี้ คุณสมบัติด้านการเป็นฉนวนของวัสดุแต่ละผลิตภัณฑ์ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรตรวจสอบจากข้อมูลผู้ผลิต
![]()
ภายในบ้านมีวัสดุหลายชนิดที่สามารถปล่อยสารระเหยออกมาได้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภทสี สารเคลือบ และกาวบางชนิด
หากต้องการใส่ใจคุณภาพอากาศภายในอาคาร อาจพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่ามีปริมาณสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOC ต่ำ รวมถึงตรวจสอบมาตรฐานและข้อมูลจากผู้ผลิต
อย่างไรก็ตาม ควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับพื้นผิวและลักษณะงานด้วย เพราะสีที่เหมาะกับภายในอาคารอาจไม่เหมาะกับงานภายนอก
![]()
บ้านที่มีการถ่ายเทความร้อนจากหลังคาหรือผนังมาก อาจต้องใช้พลังงานในการทำความเย็นมากขึ้น
การติดตั้งฉนวนที่เหมาะสมจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานของอาคาร โดยสามารถเลือกใช้ตามตำแหน่งติดตั้ง เช่น บริเวณหลังคา ฝ้าเพดาน หรือผนัง
การเลือกฉนวนควรดูทั้งค่าการนำความร้อน ความหนา ความปลอดภัย วิธีติดตั้ง และสภาพพื้นที่จริง ไม่ควรเลือกจากความหนาเพียงอย่างเดียว
บางครั้งวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้จำเป็นต้องเป็นวัสดุที่ “ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ” แต่เป็นวัสดุที่ใช้งานได้นานและไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย
ตัวอย่างเช่น วัสดุที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศ ดูแลรักษาง่าย และเหมาะสมกับพื้นที่ติดตั้ง
เมื่อวัสดุมีอายุการใช้งานเหมาะสม ก็สามารถลดการใช้ทรัพยากรสำหรับการผลิตและเปลี่ยนวัสดุใหม่ในอนาคตได้
การเลือกวัสดุไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวัสดุทุกอย่างในบ้านให้เป็น “วัสดุสีเขียว” แต่สามารถเริ่มจากการเลือกอย่างมีเหตุผลมากขึ้น
วัสดุที่ทนทานและเหมาะกับสภาพพื้นที่มักช่วยลดการเปลี่ยนวัสดุบ่อยครั้ง
หากผู้ผลิตมีข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุดิบ กระบวนการผลิต หรือการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม ก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประกอบการตัดสินใจได้
วัสดุที่ดีแต่ใช้ผิดประเภทก็อาจทำให้เกิดปัญหาและต้องเปลี่ยนใหม่เร็วขึ้น ดังนั้นความเหมาะสมกับงานเป็นเรื่องสำคัญมาก
ก่อนซื้อควรวัดพื้นที่และคำนวณปริมาณวัสดุให้ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง การวางแผนที่ดีช่วยลดทั้งต้นทุนและเศษวัสดุที่เหลือทิ้ง
วัสดุที่ทำความสะอาดง่าย ซ่อมง่าย และมีอะไหล่หรือวัสดุทดแทนหาได้ง่าย อาจช่วยลดภาระในระยะยาว
ความเข้าใจหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ หากต้องการสร้างบ้านแบบรักษ์โลกจะต้องใช้งบประมาณสูงกว่าปกติเสมอ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น
สิ่งสำคัญคือการวางแผนตั้งแต่ก่อนก่อสร้าง เช่น เลือกวัสดุให้พอดีกับพื้นที่ ลดการตัดทิ้ง เลือกวัสดุที่เหมาะกับสภาพอากาศ และออกแบบบ้านให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
บางแนวทางอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้ด้วย เช่น การเลือกวัสดุที่ทนทานหรือการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการกันความร้อน
ดังนั้นควรมองคำว่า “คุ้มค่า” ให้ไกลกว่าราคาซื้อในวันแรก
| สิ่งที่พิจารณา | ควรดูอะไร |
|---|---|
| วัตถุดิบ | มีการใช้วัสดุรีไซเคิลหรือวัตถุดิบที่มาจากแหล่งเหมาะสมหรือไม่ |
| อายุการใช้งาน | ทนทานและเหมาะกับสภาพพื้นที่หรือไม่ |
| พลังงาน | ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของบ้านหรือไม่ |
| ของเสีย | สามารถลดเศษวัสดุหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้หรือไม่ |
| สุขภาพผู้ใช้งาน | มีข้อมูลเกี่ยวกับสารระเหยหรือสารที่เกี่ยวข้องหรือไม่ |
| การบำรุงรักษา | ดูแล ซ่อมแซม และเปลี่ยนเฉพาะส่วนได้ง่ายหรือไม่ |
| มาตรฐาน | มีมาตรฐานหรือข้อมูลรับรองจากผู้ผลิตหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ |
คำว่า “Eco”, “Green” หรือ “รักษ์โลก” ที่ปรากฏบนผลิตภัณฑ์ ไม่ควรเป็นเหตุผลเดียวในการตัดสินใจซื้อ
ควรอ่านรายละเอียดสินค้าและตรวจสอบข้อมูลที่สามารถยืนยันได้ เช่น คุณสมบัติ วัตถุดิบ แหล่งที่มา มาตรฐาน การรับรอง หรือเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์
เพราะวัสดุแต่ละชนิดมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน และผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับงานหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกงานหนึ่ง
ที่สำคัญคือ อย่าเลือกวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยแลกกับความปลอดภัยหรือความเหมาะสมของโครงสร้าง
สำหรับงานโครงสร้างและงานระบบที่มีความสำคัญ ควรยึดตามแบบและข้อกำหนดทางวิศวกรรมเป็นหลัก
การสร้างบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นวัสดุพิเศษ แต่สามารถเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ อย่างการเลือกวัสดุให้เหมาะกับงาน ซื้อในปริมาณที่พอดี ลดเศษวัสดุ เลือกสินค้าที่มีอายุการใช้งานเหมาะสม และให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของบ้านในระยะยาว
วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงไม่ได้หมายถึงวัสดุชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นแนวคิดในการเลือกใช้วัสดุอย่างรอบคอบ โดยมองทั้งเรื่องทรัพยากร พลังงาน อายุการใช้งาน ของเสีย และผลกระทบต่อผู้ใช้งาน
เมื่อวางแผนตั้งแต่ต้น บ้านก็สามารถทั้ง แข็งแรง สวยงาม ใช้งานได้ดี และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกันได้
Facebook:https://www.facebook.com/ContractorShopTH
Line: @Contractorshop
Shopee: https://shopee.co.th/ctsshop
Lazada: https://shopee.co.th/ctsshop
TikTok: https://www.tiktok.com/@contractor_shop
Tel: 02-091-9789
เยี่ยมชมเว็ปไซต์ คลิก: https://contractorshop.co.th/th/
ติดตามคำสั่งซื้อ
เข้าสู่ระบบ