Call Center : 02-091-9789
9 สิงหาคม 2566

เวลาพูดถึงงานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคาร หรือโครงสร้างต่าง ๆ “เหล็กเส้น” ถือเป็นวัสดุสำคัญที่ช่างและผู้รับเหมาคุ้นเคยกันดี เพราะมีหน้าที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างคอนกรีต แต่เหล็กเส้นที่เราเห็นตามร้านวัสดุก่อสร้างไม่ได้มีเพียงแบบเดียว
หลายคนอาจเคยสงสัยว่า เหล็กเส้นมีกี่ประเภท? แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร และงานลักษณะไหนควรเลือกใช้เหล็กเส้นชนิดใด วันนี้เราจะมาทำความรู้จักเหล็กเส้นแต่ละประเภท พร้อมวิธีเลือกให้เหมาะกับงานก่อสร้างกัน
เหล็กเส้น คือ เหล็กที่ผลิตขึ้นมาในรูปทรงเส้นยาวและนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในการเสริมแรงให้กับคอนกรีต โดยคอนกรีตมีจุดเด่นด้านการรับแรงอัด ส่วนเหล็กสามารถช่วยรับแรงดึงได้ดี เมื่อนำวัสดุทั้งสองมาทำงานร่วมกันจึงช่วยเพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนักและความแข็งแรงของโครงสร้าง
เหล็กเส้นจึงพบได้ในงานก่อสร้างหลายประเภท เช่น ฐานราก เสา คาน พื้น และโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กอื่น ๆ
โดยทั่วไป เหล็กเส้นสำหรับงานก่อสร้างแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
เหล็กเส้นกลม หรือ Round Bar
เหล็กข้ออ้อย หรือ Deformed Bar
แม้ทั้งสองชนิดจะมีหน้าที่หลักในการเสริมแรงคอนกรีตเหมือนกัน แต่ลักษณะผิว รูปทรง และการนำไปใช้งานมีความแตกต่างกัน
![]()
เหล็กเส้นกลม หรือที่ช่างมักเรียกว่า RB (Round Bar) เป็นเหล็กเส้นที่มีหน้าตัดเป็นวงกลมและมีผิวเรียบตลอดแนว ไม่มีบั้งหรือข้อบนผิวเหล็ก
ลักษณะผิวที่เรียบทำให้สามารถดัดและขึ้นรูปได้ค่อนข้างง่าย จึงเหมาะกับงานก่อสร้างที่ต้องการนำเหล็กไปทำเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ หรือใช้เป็นเหล็กเสริมในงานที่เหมาะสมกับขนาดและข้อกำหนดของโครงสร้าง
ตัวอย่างการใช้งาน เช่น
งานก่อสร้างทั่วไปที่กำหนดให้ใช้เหล็กเส้นกลม
งานทำปลอกเสาและปลอกคานในบางลักษณะ
งานเหล็กดัดหรือขึ้นรูป
งานโครงสร้างขนาดเล็กที่วิศวกรหรือแบบก่อสร้างกำหนด
งานที่ต้องการเหล็กซึ่งสามารถดัดขึ้นรูปได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้เหล็กเส้นกลมในส่วนโครงสร้างควรยึดตามแบบและข้อกำหนดของงาน ไม่ควรเลือกจากความสะดวกในการดัดเพียงอย่างเดียว
![]()
เหล็กข้ออ้อย หรือ DB (Deformed Bar) เป็นเหล็กเส้นที่มีลักษณะผิวเป็นบั้งหรือข้อยื่นออกมาตลอดแนวของเส้นเหล็ก จุดเด่นสำคัญคือช่วยเพิ่มการยึดเกาะระหว่างเหล็กกับคอนกรีต
เมื่อเทคอนกรีตหุ้มรอบเหล็ก ผิวที่เป็นข้อของเหล็กจะช่วยให้เหล็กสามารถยึดเกาะกับคอนกรีตได้ดี จึงนิยมใช้กับงานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่ต้องการความสามารถในการรับแรงสูงกว่าเหล็กเส้นกลมในลักษณะงานที่กำหนดให้ใช้เหล็กข้ออ้อย
มักพบในงานโครงสร้าง เช่น
งานฐานราก
งานเสา
งานคาน
งานพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก
งานโครงสร้างอาคาร
งานที่ต้องการเหล็กเสริมตามที่ระบุในแบบวิศวกรรม
แม้จะใช้สำหรับเสริมแรงคอนกรีตเหมือนกัน แต่มีจุดสังเกตที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
| หัวข้อ | เหล็กเส้นกลม (RB) | เหล็กข้ออ้อย (DB) |
|---|---|---|
| ลักษณะผิว | ผิวเรียบ | มีบั้ง/ข้อ |
| การยึดเกาะกับคอนกรีต | อาศัยผิวเหล็กและการยึดเหนี่ยวตามลักษณะงาน | มีข้อช่วยเพิ่มการยึดเกาะ |
| การดัดขึ้นรูป | ค่อนข้างง่าย | ต้องเลือกวิธีและอุปกรณ์ให้เหมาะสม |
| การใช้งาน | งานเสริมเหล็กและงานขึ้นรูปตามแบบ | งานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กหลายประเภท |
| การเลือกใช้ | ต้องดูแบบและข้อกำหนด | ต้องดูแบบและข้อกำหนด |
ดังนั้นจึงไม่ควรคิดว่าเหล็กข้ออ้อยสามารถนำมาแทนเหล็กเส้นกลมได้ทุกกรณี หรือในทางกลับกัน เพราะเหล็กแต่ละชนิดถูกกำหนดให้เหมาะกับลักษณะงานและรายละเอียดโครงสร้างที่แตกต่างกัน
เหล็กเส้นมีหลายขนาด โดยการเลือกใช้จะขึ้นอยู่กับประเภทของเหล็ก ลักษณะโครงสร้าง และรายละเอียดที่ระบุในแบบก่อสร้าง
ตัวอย่างขนาดที่พบได้บ่อย เช่น
เหล็กเส้นกลม (RB)
RB6
RB9
RB12
RB15
RB19
RB25
เหล็กข้ออ้อย (DB)
DB10
DB12
DB16
DB20
DB25
DB28
DB32
ตัวเลขหลัง RB หรือ DB โดยทั่วไปใช้บอก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณของเหล็กเป็นมิลลิเมตร เช่น DB12 หมายถึงเหล็กข้ออ้อยที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระบุประมาณ 12 มม.
ทั้งนี้ ขนาดที่ใช้จริงควรตรวจสอบจากแบบก่อสร้างและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง
การเลือกเหล็กเส้นไม่ควรดูเพียงแค่ “ขนาดใหญ่หรือเล็ก” แต่ควรพิจารณาหลายองค์ประกอบร่วมกัน
ก่อนเลือกซื้อควรทราบว่าเหล็กจะนำไปใช้กับส่วนใด เช่น ฐานราก เสา คาน หรือพื้น เพราะแต่ละส่วนอาจมีข้อกำหนดเรื่องขนาดและชนิดของเหล็กแตกต่างกัน
หากเป็นงานโครงสร้าง ควรยึดตามแบบวิศวกรรมเป็นหลัก เพราะแบบจะระบุชนิด ขนาด และรายละเอียดของเหล็กที่ต้องใช้
ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีข้อมูลผู้ผลิต รุ่นหรือรายละเอียดผลิตภัณฑ์ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพื่อช่วยให้สามารถตรวจสอบคุณภาพและคุณสมบัติของเหล็กได้
เหล็กที่จัดเก็บไว้เป็นเวลานานควรตรวจสอบสภาพก่อนนำไปใช้ หากมีสนิมหรือคราบสกปรกควรประเมินสภาพให้เหมาะสมกับงาน โดยเฉพาะกรณีที่เหล็กมีการกัดกร่อนมาก ไม่ควรนำไปใช้งานโดยไม่ตรวจสอบ
เรื่องเหล็กเส้นอาจดูเหมือนเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องโดยตรงกับความแข็งแรงของโครงสร้าง การเลือกชนิดหรือขนาดไม่ตรงตามแบบอาจทำให้โครงสร้างไม่เป็นไปตามที่ออกแบบไว้
ตัวอย่างเช่น หากแบบกำหนดให้ใช้เหล็กข้ออ้อยขนาดหนึ่ง แต่เปลี่ยนเป็นเหล็กชนิดอื่นหรือใช้ขนาดที่เล็กกว่าเพียงเพราะหาซื้อง่ายหรือราคาถูกกว่า อาจส่งผลต่อความสามารถในการรับแรงของโครงสร้างได้
เพราะฉะนั้น หากเป็นงานโครงสร้าง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ใช้เหล็กให้ตรงตามแบบและข้อกำหนดของวิศวกร
เมื่อถามว่า เหล็กเส้นมีกี่ประเภท? หากแบ่งตามลักษณะหลักที่ใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป จะพบว่าแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ เหล็กเส้นกลม (RB) และเหล็กข้ออ้อย (DB)
เหล็กเส้นกลมมีผิวเรียบและสามารถนำไปดัดขึ้นรูปได้สะดวก ส่วนเหล็กข้ออ้อยมีบั้งบนผิวเพื่อช่วยเพิ่มการยึดเกาะกับคอนกรีต ทั้งสองชนิดจึงมีลักษณะและการใช้งานที่แตกต่างกัน
ก่อนเลือกซื้อควรดูทั้ง ประเภท ขนาด มาตรฐาน และรายละเอียดตามแบบก่อสร้าง เพราะเหล็กที่เหมาะกับงาน ไม่จำเป็นต้องเป็นเหล็กที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แต่ต้องเป็นเหล็กที่ตรงกับการออกแบบและลักษณะการใช้งาน
หากกำลังเตรียมวัสดุสำหรับงานก่อสร้าง การเข้าใจความแตกต่างของเหล็กเส้นแต่ละประเภทจะช่วยให้เลือกวัสดุได้ตรงงานมากขึ้น และลดปัญหาการซื้อเหล็กผิดประเภทหรือผิดขนาดในภายหลัง
Facebook:https://www.facebook.com/ContractorShopTH
Line: @Contractorshop
Shopee: https://shopee.co.th/ctsshop
Lazada: https://shopee.co.th/ctsshop
TikTok: https://www.tiktok.com/@contractor_shop
Tel: 02-091-9789
เยี่ยมชมเว็ปไซต์ คลิก: https://contractorshop.co.th/th/
ติดตามคำสั่งซื้อ
เข้าสู่ระบบ