×
สมัครสมาชิก | เข้าสู่ระบบ

แนะนำ 10 ยี่ห้อ รองเท้าเซฟตี้ ที่มีมาตราฐาน

14 กุมภาพันธ์ 2566
แนะนำ 10 ยี่ห้อ รองเท้าเซฟตี้ ที่มีมาตราฐาน

แนะนำ 10 ยี่ห้อ รองเท้าเซฟตี้ ที่มีมาตราฐาน เลือกอย่างไรให้เหมาะกับงาน



เวลาทำงานก่อสร้าง งานโรงงาน งานช่าง หรือคลังสินค้า รองเท้าเซฟตี้ถือเป็นอุปกรณ์ที่หลายคนมองข้ามไม่ได้ เพราะเท้าต้องสัมผัสกับพื้นและความเสี่ยงตลอดเวลาที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นของตกใส่เท้า ของมีคม การลื่นบนพื้นเปียก หรือสภาพแวดล้อมที่อาจมีความเสี่ยงจากไฟฟ้าและความร้อน

แต่เมื่อลองเลือกซื้อจริงจะพบว่ามี รองเท้าเซฟตี้ อยู่หลายยี่ห้อ หลายรูปแบบ และมีมาตรฐานแตกต่างกัน ทำให้เกิดคำถามว่า “แล้วควรเลือกยี่ห้อไหนดี?”

บทความนี้จึงรวบรวม แนะนำ 10 ยี่ห้อ รองเท้าเซฟตี้ ที่มีมาตราฐาน ที่น่าสนใจ พร้อมแนวทางดูมาตรฐานและวิธีเลือกรองเท้าให้เหมาะกับลักษณะงาน เพื่อให้การเลือกซื้อไม่ได้ดูเพียงแค่ราคา รูปลักษณ์ หรือคำว่า “หัวเหล็ก” เท่านั้น


รองเท้าเซฟตี้คืออะไร? ทำไมจึงสำคัญกับคนทำงาน

รองเท้าเซฟตี้ หรือรองเท้านิรภัย เป็นรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกันอันตรายบริเวณเท้าจากความเสี่ยงในการทำงาน โดยคุณสมบัติของรองเท้าแต่ละรุ่นจะแตกต่างกันไปตามมาตรฐานและการออกแบบ

ตัวอย่างความเสี่ยงที่รองเท้าเซฟตี้ช่วยรับมือได้ เช่น

  • ของตกหรือกระแทกบริเวณปลายเท้า

  • การถูกของมีคมแทงจากด้านล่าง

  • การลื่นบนพื้นเปียกหรือพื้นมัน

  • การสะสมของไฟฟ้าสถิต

  • ความร้อนจากพื้นหรือสภาพแวดล้อมบางประเภท

  • น้ำ น้ำมัน หรือสารบางชนิด ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของรองเท้า

มาตรฐาน ISO 20345:2021 เป็นมาตรฐานสากลสำหรับรองเท้านิรภัยที่กำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัย เช่น ความเสี่ยงทางกล การกันลื่น ความร้อน และคุณสมบัติอื่น ๆ โดยมาตรฐานสำหรับความเสี่ยงเฉพาะทางบางประเภทอาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติมต่างหาก

ดังนั้น รองเท้าที่เรียกว่า “รองเท้าเซฟตี้” ไม่ได้หมายความว่าทุกรุ่นจะป้องกันอันตรายได้เหมือนกันทั้งหมด


แนะนำ 10 ยี่ห้อ รองเท้าเซฟตี้ ที่มีมาตราฐาน

การจัดอันดับต่อไปนี้ไม่ได้หมายความว่ายี่ห้อหนึ่งดีกว่าอีกยี่ห้อหนึ่ง แต่เป็นการรวบรวมแบรนด์ที่มีรองเท้านิรภัยหรือรองเท้าหัวนิรภัยที่มีการระบุมาตรฐานอย่างชัดเจน และมีรุ่นให้เลือกสำหรับลักษณะงานที่แตกต่างกัน

1. PANGOLIN



PANGOLIN เป็นแบรนด์อุปกรณ์เซฟตี้ที่มีรองเท้านิรภัยหลายรูปแบบ ตั้งแต่รองเท้าหุ้มส้น รองเท้าหุ้มข้อ ไปจนถึงรุ่นที่ออกแบบให้เหมาะกับงานอุตสาหกรรมและงานก่อสร้าง

จุดที่น่าสนใจคือมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง มอก. 523-2564 โดยฐานข้อมูลของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระบุผลิตภัณฑ์รองเท้าหนังนิรภัยของแบรนด์ PANGOLIN ไว้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ PANGOLIN ยังมีรองเท้าบางรุ่นที่ระบุมาตรฐาน EN ISO 20345:2022 และ มอก. 523-2564 ในข้อมูลผลิตภัณฑ์ด้วย

เหมาะกับ:
งานก่อสร้าง งานโรงงาน งานช่าง งานคลังสินค้า และผู้ที่ต้องการรองเท้านิรภัยที่มีมาตรฐานในประเทศไทย


2. Safety Jogger



Safety Jogger เป็นอีกแบรนด์ที่มีรองเท้านิรภัยให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย จุดเด่นคือมีตั้งแต่รองเท้าน้ำหนักเบา รองเท้าสำหรับโรงงาน ไปจนถึงรุ่นที่มีคุณสมบัติเพิ่มเติม เช่น ป้องกันการเจาะทะลุ กันลื่น และ ESD

ตัวอย่างเช่น รุ่น Fitz ระบุมาตรฐาน EN ISO 20345:2022+A1:2024 และ ASTM F2413:2024 พร้อมคุณสมบัติ S1P, SR, FO, CI และ ESD

ส่วนรุ่นที่ออกแบบสำหรับงานหนักขึ้น เช่น Speedy มีมาตรฐาน EN ISO 20345:2022 และ ASTM F2413 พร้อมคุณสมบัติ S3S, SR, FO, HI, HRO และ CI

เหมาะกับ:
โรงงาน คลังสินค้า งานก่อสร้าง งานช่าง งานโลจิสติกส์ และผู้ที่ต้องสวมรองเท้าเป็นเวลานาน


3. PUMA SAFETY



หลายคนอาจคุ้นเคยกับ PUMA ในฐานะแบรนด์กีฬา แต่ PUMA SAFETY เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่พัฒนารองเท้าสำหรับการทำงานโดยเฉพาะ

รองเท้าของ PUMA SAFETY มีทั้งรุ่น S1/S1P และรุ่น S3 รวมถึงรุ่นที่ใช้หัวรองเท้าแบบเหล็ก อะลูมิเนียม หรือวัสดุสังเคราะห์ตามแต่ละรุ่น

ข้อมูลจากแบรนด์ระบุว่ารองเท้าเซฟตี้ของ PUMA SAFETY มีการรับรองตาม EN ISO 20345 และหัวรองเท้าผ่านการทดสอบแรงกระแทกที่ระดับ 200 จูลตามข้อกำหนดของมาตรฐาน

รุ่นระดับ S3 ยังเพิ่มคุณสมบัติอย่างการป้องกันการเจาะทะลุ พื้นกันลื่น และวัสดุส่วนบนที่ช่วยป้องกันน้ำตามคุณสมบัติของรุ่นนั้น ๆ

เหมาะกับ:
โรงงาน งานช่าง งานก่อสร้าง คลังสินค้า และคนที่ต้องการรองเท้าเซฟตี้ที่มีรูปทรงคล้ายรองเท้าสปอร์ต


4. BATA INDUSTRIALS



BATA INDUSTRIALS เป็นแบรนด์ที่เน้นรองเท้าสำหรับการทำงานและอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ มีรองเท้าหลายระดับตั้งแต่รุ่นพื้นฐานจนถึงรุ่นที่มีคุณสมบัติสำหรับงานเฉพาะทาง

ตัวอย่างรุ่น ACT260 เป็นรองเท้าประเภท S3S ตามมาตรฐาน EN ISO 20345:2022+A1:2024 และมีคุณสมบัติ เช่น กันลื่น ป้องกันการเจาะทะลุ ทนน้ำมัน และ ESD ตามข้อมูลของรุ่นดังกล่าว

ส่วนรุ่น Goal เป็นรองเท้า S3S ที่ใช้หัวและแผ่นป้องกันแบบ Composite และมีคุณสมบัติ ESD พร้อมมาตรฐาน EN ISO 20345:2022+A1:2024

เหมาะกับ:
โรงงาน อุตสาหกรรม งานก่อสร้าง โลจิสติกส์ และงานที่ต้องการรองเท้านิรภัยสำหรับใส่ทำงานเป็นเวลานาน


5. SKECHERS WORK



สำหรับคนที่ไม่ชอบรองเท้าเซฟตี้ทรงหนัก ๆ SKECHERS WORK เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีการนำรูปแบบรองเท้าสปอร์ตและเทคโนโลยีเพื่อความสบายมาประยุกต์ใช้กับรองเท้าทำงาน

ตัวอย่าง Work Transporter Lite ใช้หัวรองเท้า Carbon Nano แบบไม่ใช่โลหะ ซึ่งผ่านข้อกำหนดด้านแรงกระแทกและแรงอัดของ ASTM F2413 รวมถึงมีคุณสมบัติ Electrical Hazard และพื้นกันลื่นตามข้อมูลของรุ่น

นอกจากนี้ SKECHERS ยังอธิบายความแตกต่างของหัวเหล็ก หัว Composite และหัว Alloy ว่าหากผ่านมาตรฐาน ASTM เดียวกัน ระดับการทดสอบด้านแรงกระแทกและแรงอัดจะอ้างอิงเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน

เหมาะกับ:
งานโรงงาน คลังสินค้า งานเดินหรือยืนนาน งานช่าง และผู้ที่ให้ความสำคัญกับน้ำหนักและความสบาย


6. KEEN Utility



KEEN Utility เป็นแบรนด์ที่มีรองเท้าสำหรับงานกลางแจ้ง งานก่อสร้าง และงานอุตสาหกรรม โดยมีทั้งหัวเหล็ก หัวอะลูมิเนียม หัว Composite และ Carbon

ข้อมูลจากแบรนด์ระบุว่ารองเท้านิรภัยหลายรุ่นของ KEEN Utility ผ่านข้อกำหนด ASTM F2413-18 สำหรับแรงกระแทกและแรงอัด และมีพื้นรองเท้าที่ออกแบบให้เหมาะกับสภาพพื้นเปียกหรือมันในบางรุ่น

เหมาะกับ:
งานก่อสร้าง งานกลางแจ้ง งานช่าง งานคลังสินค้า และงานที่ต้องเดินบนพื้นหลากหลายสภาพ


7. CAT Footwear



CAT Footwear เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในกลุ่มรองเท้าทำงานและรองเท้าบู๊ตสำหรับงานหนัก โดยมีรองเท้าหัวเหล็ก หัว Composite และหัว Alloy ให้เลือก

ข้อมูลจาก CAT Footwear ระบุว่ารองเท้า Safety Toe ของแบรนด์มีรุ่นที่ผ่าน ASTM F2413-18 สำหรับการป้องกันแรงกระแทกและแรงอัด

บางรุ่นยังมีคุณสมบัติ Electrical Hazard และ Slip Resistant เพิ่มเติม เช่น รุ่น Striver Steel Toe ที่ระบุ ASTM F2413-18 รวมถึงคุณสมบัติพื้นกันลื่น

เหมาะกับ:
งานก่อสร้าง งานช่าง งานโรงงาน งานกลางแจ้ง และงานที่ต้องการรองเท้าทนทาน


8. Timberland PRO



Timberland PRO เป็นอีกแบรนด์ที่มีรองเท้าสำหรับงานอุตสาหกรรมและงานก่อสร้าง โดยมีทั้งรองเท้าหัวเหล็ก หัว Alloy และ Composite ตามรุ่น

ข้อมูลจาก Timberland ระบุว่ารองเท้า Safety Toe ในกลุ่ม Timberland PRO มีการรับรองด้านแรงกระแทกและแรงอัดตามมาตรฐาน CSA Z195-14 Grade 1 และ ASTM 2413 I/75 และ C/75

จุดเด่นของแบรนด์จึงไม่ได้มีเฉพาะเรื่องความปลอดภัย แต่ยังเน้นความทนทานและความสบายสำหรับการทำงานตลอดวัน

เหมาะกับ:
งานก่อสร้าง งานช่าง งานอุตสาหกรรม งานกลางแจ้ง และผู้ที่ต้องการรองเท้าทรงบู๊ตที่แข็งแรง


9. ROCC



ROCC เป็นอีกแบรนด์ที่พบในตลาดรองเท้าเซฟตี้ของประเทศไทย มีทั้งรองเท้าหัวเหล็กและรุ่นที่ใช้หัว Composite รวมถึงรุ่นที่มีคุณสมบัติเสริม เช่น ป้องกันการเจาะทะลุหรือพื้นทนความร้อน

ตัวอย่างข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่มีการจำหน่ายในประเทศไทยพบรุ่นที่ระบุมาตรฐาน EN ISO 20345 เช่น ROCC Lightweight Serie RC563B และรุ่น FENIX-MC ที่ระบุ S1P ตาม EN ISO 20345

เหมาะกับ:
โรงงาน คลังสินค้า งานช่าง งานก่อสร้าง และผู้ที่มองหารองเท้าเซฟตี้ที่เน้นความคุ้มค่า


10. KING'S



KING'S เป็นอีกแบรนด์ที่มีรองเท้าเซฟตี้จำหน่ายในประเทศไทย โดยมีหลายรูปแบบให้เลือกทั้งรองเท้าหุ้มส้นและหุ้มข้อ

ข้อมูลสินค้าที่มีการจำหน่ายในไทยพบรุ่นที่ระบุมาตรฐาน EN ISO 20345 เช่น รุ่น KWS200X-N และรุ่น KWD301-N ที่มีการระบุคุณสมบัติด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น SR และ FO ตามรุ่น

เหมาะกับ:
งานโรงงาน งานช่าง งานก่อสร้าง งานคลังสินค้า และผู้ที่ต้องการรองเท้าเซฟตี้ในช่วงราคาที่หลากหลาย


ตารางเปรียบเทียบ 10 ยี่ห้อ รองเท้าเซฟตี้

ยี่ห้อตัวอย่างมาตรฐานที่พบจุดเด่นโดยรวมเหมาะกับ
PANGOLINมอก. 523-2564 / EN ISO 20345มีรุ่นสำหรับงานในไทยหลากหลายก่อสร้าง / โรงงาน
Safety JoggerEN ISO 20345 / ASTM F2413มีคุณสมบัติให้เลือกหลายระดับโรงงาน / ก่อสร้าง
PUMA SAFETYEN ISO 20345ดีไซน์สปอร์ต น้ำหนักและความคล่องตัวโรงงาน / งานช่าง
BATA INDUSTRIALSEN ISO 20345มีรุ่นสำหรับอุตสาหกรรมหลายประเภทโรงงาน / โลจิสติกส์
SKECHERS WORKASTM F2413เน้นความสบายและน้ำหนักโรงงาน / คลังสินค้า
KEEN UtilityASTM F2413มีหัว Safety Toe หลายรูปแบบก่อสร้าง / Outdoor
CAT FootwearASTM F2413ทนทาน มีรุ่นบู๊ตสำหรับงานหนักก่อสร้าง / งานช่าง
Timberland PROASTM / CSAแข็งแรง เน้นงานหนักก่อสร้าง / อุตสาหกรรม
ROCCEN ISO 20345 ในบางรุ่นมีรุ่นคุ้มค่าหลากหลายโรงงาน / งานทั่วไป
KING'SEN ISO 20345 ในบางรุ่นมีหลายรูปแบบและระดับราคางานช่าง / โรงงาน

ข้อสำคัญ: ตารางนี้เป็นการสรุปตัวอย่างมาตรฐานที่พบจากรุ่นต่าง ๆ ไม่ได้หมายความว่ารองเท้าทุกรุ่นของแต่ละแบรนด์จะผ่านมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ก่อนซื้อควรตรวจสอบมาตรฐานของ “รุ่น” ที่ต้องการอีกครั้ง


มาตรฐานรองเท้าเซฟตี้ที่ควรรู้ก่อนซื้อ

หลายคนเลือกจากคำว่า “หัวเหล็ก” แต่จริง ๆ แล้วการมีหัวเหล็กเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่ารองเท้าคู่นั้นเหมาะกับทุกงาน

มาตรฐานที่พบได้บ่อย ได้แก่

มอก. 523-2564

เป็นมาตรฐานของประเทศไทยสำหรับรองเท้าหนังนิรภัย โดยมีการกำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

ตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูลของ สมอ. ระบุรองเท้าหนังนิรภัยแบรนด์ PANGOLIN ที่ได้รับใบอนุญาตตาม มอก. 523-2564 ไว้อย่างชัดเจน

EN ISO 20345

เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้กับรองเท้านิรภัย โดยมีข้อกำหนดเกี่ยวกับหัวรองเท้าและคุณสมบัติด้านความปลอดภัยต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม การเห็นคำว่า EN ISO 20345 ไม่ได้หมายความว่ารองเท้าจะมีคุณสมบัติทุกอย่าง เช่น กันน้ำ กันลื่น ป้องกันการเจาะทะลุ หรือป้องกันไฟฟ้าเหมือนกันทั้งหมด ต้องดูรหัสและคุณสมบัติของรุ่นนั้นประกอบด้วย

ASTM F2413

เป็นมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาสำหรับรองเท้าที่มีหัวป้องกันนิ้วเท้า โดยครอบคลุมการทดสอบหลายด้าน เช่น แรงกระแทก แรงอัด การป้องกันการเจาะทะลุ และคุณสมบัติด้านไฟฟ้าบางประเภทตามการรับรองของรองเท้า


S1, S1P, S2, S3 คืออะไร?

หากเห็นรหัสบนรองเท้า เช่น S1, S1P หรือ S3 อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเพียงชื่อรุ่น เพราะรหัสเหล่านี้เกี่ยวข้องกับระดับคุณสมบัติด้านความปลอดภัยของรองเท้าตามมาตรฐานที่ใช้อ้างอิง

โดยทั่วไปควรพิจารณาให้ละเอียดว่ารองเท้ารุ่นนั้นมีคุณสมบัติอะไรบ้าง เช่น

  • S1 – มีคุณสมบัติพื้นฐานตามระดับที่กำหนด เช่น หัวป้องกันนิ้วเท้า การป้องกันไฟฟ้าสถิต และการดูดซับพลังงานบริเวณส้น ตามมาตรฐานรุ่นนั้น

  • S1P / S1PS – เพิ่มการป้องกันการเจาะทะลุ

  • S2 – เพิ่มคุณสมบัติเกี่ยวกับส่วนบนรองเท้าและน้ำตามข้อกำหนดของมาตรฐาน

  • S3 / S3S – เพิ่มคุณสมบัติที่เหมาะกับความเสี่ยงมากขึ้น เช่น การป้องกันการเจาะทะลุและคุณสมบัติตามระดับที่กำหนด

รหัสและข้อกำหนดอาจแตกต่างกันตามฉบับมาตรฐานและรุ่นรองเท้า ดังนั้นไม่ควรเลือกจากตัวอักษรเพียงอย่างเดียว


หัวเหล็กกับหัว Composite ต่างกันอย่างไร?

นี่เป็นอีกเรื่องที่หลายคนสงสัยเมื่อต้องเลือก รองเท้าเซฟตี้

หัวเหล็ก

จุดเด่นคือมีความแข็งแรงและเป็นวัสดุที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในรองเท้านิรภัย

เหมาะกับงานทั่วไปที่มีความเสี่ยงจากของตกหรือแรงกระแทก โดยต้องเลือกตามมาตรฐานของรองเท้ารุ่นนั้น

หัว Composite

เป็นวัสดุที่ไม่ใช่โลหะ เช่น วัสดุสังเคราะห์หรือคอมโพสิตตามการออกแบบของผู้ผลิต

ข้อดีคือโดยทั่วไปมีน้ำหนักเบากว่าหัวเหล็ก และไม่เป็นโลหะ จึงเหมาะกับบางสภาพแวดล้อมที่ต้องการลดการนำความร้อนหรือหลีกเลี่ยงโลหะ

แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่า “เหล็กดีกว่า Composite” หรือกลับกัน แต่ต้องดูว่า หัวรองเท้าของรุ่นนั้นผ่านมาตรฐานอะไรและเหมาะกับความเสี่ยงในงานของเราหรือไม่


วิธีเลือกรองเท้าเซฟตี้ให้เหมาะกับงาน

ก่อนซื้อรองเท้าเซฟตี้ ลองตอบคำถามเหล่านี้ก่อน

1. ทำงานอะไร?

งานก่อสร้าง งานโรงงาน งานคลังสินค้า งานเชื่อม หรืองานไฟฟ้า มีความเสี่ยงแตกต่างกัน

รองเท้าที่เหมาะกับงานหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกงานหนึ่ง

2. มีความเสี่ยงจากอะไร?

ลองดูสภาพหน้างานจริง เช่น

  • ของหนักตก

  • ของมีคม

  • น้ำ

  • น้ำมัน

  • พื้นลื่น

  • ความร้อน

  • ไฟฟ้าสถิต

  • ความเสี่ยงทางไฟฟ้า

จากนั้นจึงเลือกคุณสมบัติของรองเท้าให้ตรงกับความเสี่ยง

3. ต้องใส่เดินทั้งวันหรือไม่?

หากต้องเดินหรือยืนเป็นเวลานาน น้ำหนักรองเท้า พื้นรองเท้า การรองรับแรงกระแทก และการระบายอากาศมีความสำคัญมาก

รองเท้าที่ป้องกันดีแต่ใส่แล้วเจ็บเท้า ก็อาจทำให้ผู้สวมใส่ไม่อยากใส่หรือถอดระหว่างทำงาน ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยได้เช่นกัน

4. พื้นที่ทำงานเปียกหรือมีน้ำมันหรือไม่?

ถ้าทำงานในพื้นที่ที่มีน้ำ น้ำมัน หรือพื้นลื่น ควรตรวจสอบคุณสมบัติ Slip Resistant และคุณสมบัติของพื้นรองเท้าของรุ่นนั้นโดยเฉพาะ ไม่ควรดูจากคำว่า “รองเท้าเซฟตี้” เพียงอย่างเดียว

5. ตรวจสอบมาตรฐานของรุ่นก่อนซื้อ

นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด

ควรตรวจสอบที่ตัวสินค้า กล่อง เอกสารรับรอง หรือเว็บไซต์ของผู้ผลิตว่า รองเท้ารุ่นนั้นผ่านมาตรฐานอะไร

เพราะแม้จะเป็นแบรนด์เดียวกัน แต่รองเท้าคนละรุ่นอาจมีมาตรฐานและคุณสมบัติไม่เหมือนกัน


รองเท้าเซฟตี้แบบไหนดีสำหรับงานก่อสร้าง?

สำหรับงานก่อสร้าง ควรเริ่มจากการประเมินความเสี่ยงของหน้างาน เช่น มีโอกาสเหยียบตะปู มีของตกจากที่สูง มีพื้นเปียก มีเศษเหล็ก หรือมีการทำงานกลางแจ้งหรือไม่

โดยทั่วไปอาจพิจารณารองเท้าที่มี

  • หัวรองเท้าป้องกันแรงกระแทก

  • พื้นกันลื่น

  • แผ่นป้องกันการเจาะทะลุ หากหน้างานมีความเสี่ยง

  • วัสดุที่เหมาะกับน้ำและสภาพอากาศ

  • พื้นรองเท้าที่เหมาะกับการเดินเป็นเวลานาน

  • มาตรฐานตรงตามข้อกำหนดของโครงการหรือสถานประกอบการ

หากเป็นงานเฉพาะทาง เช่น งานไฟฟ้า งานเชื่อม งานสารเคมี หรืองานที่มีความร้อนสูง ควรเลือกรองเท้าที่มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับความเสี่ยงนั้นโดยตรง


รองเท้าเซฟตี้ราคาแพง จำเป็นต้องดีกว่าเสมอหรือไม่?

ไม่จำเป็น

รองเท้าราคาแพงอาจมีวัสดุ เทคโนโลยี ความสบาย หรือคุณสมบัติเพิ่มเติมมากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับงานของเราที่สุด

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญก่อนราคา คือ

มาตรฐาน → ความเสี่ยงของงาน → คุณสมบัติ → ความพอดี → ความสบาย → ราคา

หากรองเท้าราคาไม่สูงมากแต่ผ่านมาตรฐานและมีคุณสมบัติตรงกับงาน ก็สามารถเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าได้เช่นกัน


สรุป แนะนำ 10 ยี่ห้อ รองเท้าเซฟตี้ ที่มีมาตราฐาน

การเลือก รองเท้าเซฟตี้ ไม่ควรตัดสินจากยี่ห้อหรือหน้าตาเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งสำคัญจริง ๆ คือมาตรฐานและคุณสมบัติของ “รุ่นที่เลือกซื้อ”

10 แบรนด์ที่น่าสนใจ ได้แก่

  1. PANGOLIN – มีรุ่นที่ผ่าน มอก. 523-2564

  2. Safety Jogger – มีรุ่นตาม EN ISO 20345 และ ASTM

  3. PUMA SAFETY – เน้นรองเท้าเซฟตี้ดีไซน์สปอร์ต

  4. BATA INDUSTRIALS – มีรองเท้าสำหรับงานอุตสาหกรรมหลายระดับ

  5. SKECHERS WORK – เน้นความสบายและน้ำหนักเบาในหลายรุ่น

  6. KEEN Utility – มี Safety Toe หลายรูปแบบ

  7. CAT Footwear – เด่นเรื่องรองเท้าทำงานและรองเท้าบู๊ต

  8. Timberland PRO – เน้นความทนทานสำหรับงานหนัก

  9. ROCC – มีรองเท้าเซฟตี้หลายระดับราคา

  10. KING'S – มีรูปแบบรองเท้าเซฟตี้ให้เลือกหลากหลาย

สุดท้ายแล้วไม่มีรองเท้าเซฟตี้ยี่ห้อไหนที่เหมาะกับทุกคนหรือทุกหน้างาน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เลือกมาตรฐานและคุณสมบัติให้ตรงกับความเสี่ยงของงาน พร้อมเลือกไซซ์ที่พอดีและสวมใส่สบาย เพราะรองเท้าที่ดีควรช่วยให้เราทำงานได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยตลอดวัน

สอบถามเพิ่มเติม

Facebook:https://www.facebook.com/ContractorShopTH

Line: @Contractorshop

Shopee: https://shopee.co.th/ctsshop

Lazada: https://shopee.co.th/ctsshop

TikTok: https://www.tiktok.com/@contractor_shop

Tel: 02-091-9789

เยี่ยมชมเว็ปไซต์ คลิก: https://contractorshop.co.th/th/

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

รู้หรือไม่?บ้าน 1 หลังต้องจ้างช่างอะไรบ้าง

การสร้างบ้านปัจจุบันนั้นต้องจ้างช่างเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากการสร้างบ้านแต่ละหลังมีความซับซ้อนและความหนักของกระบวนการก่อสร..

การวางแผนก่อสร้างที่ดีมีกี่องค์ประกอบ?

เหตุผลที่การวางแผนก่อสร้างที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะว่าวัสดุก่อสร้างเป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพและความประสิทธิภาพของโค..

4 ประเภทปั๊มลม ใช้งานแบบไหน?

ปั๊มลม คือ อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับสร้างแรงดันของลมหรออากาศ ใช้ในการขับเคลื่อนเครื่องจักรหรือเครื่องมือต่างๆ มักถูกมาใช้ในงาน..

สินค้าที่คล้ายกัน
Copyright © 2022 Contractor Shop. All Rights reserved.