Call Center : 02-091-9789
8 สิงหาคม 2566
![]()
การทาสีบ้านอาจดูเหมือนเป็นงานง่าย แค่เปิดกระป๋องสีแล้วใช้ลูกกลิ้งทาลงบนผนัง แต่ในความเป็นจริง หากต้องการให้สีออกมาสวย เรียบเนียน และอยู่ได้นาน สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การทาสีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ การเตรียมพื้นผิวและทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง
หลายครั้งที่สีบ้านลอกเป็นแผ่น แตกร้าว หรือมีสีด่างหลังจากทาไปไม่นาน สาเหตุไม่ได้เกิดจากสีที่ใช้เสมอไป แต่อาจเกิดจากพื้นผิวเดิมที่ไม่ได้รับการเตรียมให้พร้อมก่อนทาสี
ดังนั้น หากกำลังวางแผนทาสีบ้านใหม่หรืออยากปรับปรุงผนังบ้านให้ดูสดใสขึ้น ลองมาทำความเข้าใจกันว่า การทาสีบ้านมีขั้นตอนอะไรบ้าง? และแต่ละขั้นตอนสำคัญอย่างไร
โดยทั่วไป การทาสีบ้านให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีควรเริ่มตั้งแต่การตรวจสอบสภาพผนัง เตรียมพื้นผิว ทาสีรองพื้น และจึงค่อยทาสีจริง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนหลัก ๆ ได้ดังนี้
![]()
ก่อนหยิบแปรงหรือลูกกลิ้งขึ้นมาทาสี ควรสำรวจผนังให้ทั่วเสียก่อนว่ามีปัญหาอะไรอยู่หรือไม่
สิ่งที่ควรสังเกต เช่น
สีเดิมลอกหรือพอง
ผนังมีรอยแตกร้าว
มีคราบฝุ่นหรือคราบสกปรก
มีคราบเชื้อราและตะไคร่น้ำ
ผนังมีความชื้นหรือมีน้ำซึม
พื้นผิวเดิมหลุดร่อนหรือไม่แข็งแรง
ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะหากผนังมีปัญหาแล้วนำสีใหม่ไปทาทับทันที ต่อให้ใช้สีคุณภาพดีแค่ไหน ปัญหาเดิมก็อาจกลับมาอีก
โดยเฉพาะผนังที่มีความชื้น ควรแก้ไขสาเหตุของความชื้นให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงเริ่มขั้นตอนการทาสี
เมื่อสำรวจพื้นผิวแล้ว ขั้นต่อมาคือการทำความสะอาดผนัง เพื่อกำจัดฝุ่น คราบสกปรก คราบมัน และสิ่งต่าง ๆ ที่อาจทำให้สีเกาะพื้นผิวได้ไม่ดี
หากเป็นผนังภายนอกบ้านที่มีฝุ่นหรือคราบตะไคร่น้ำสะสม อาจต้องทำความสะอาดอย่างละเอียดกว่าผนังภายใน
หลังจากทำความสะอาดแล้วควรปล่อยให้พื้นผิวแห้งสนิทก่อนเริ่มขั้นตอนต่อไป เพราะความชื้นที่ตกค้างอยู่ใต้ชั้นสีอาจส่งผลต่อการยึดเกาะและอายุการใช้งานของสี
![]()
หากผนังมีสีเก่าที่ลอก พอง หรือหลุดร่อน ควรกำจัดส่วนที่ไม่แข็งแรงออกก่อน ไม่ควรทาสีใหม่ทับไปทันที
สามารถใช้เกรียงขูดสีหรือกระดาษทรายช่วยจัดการบริเวณที่มีปัญหา จากนั้นทำความสะอาดฝุ่นที่เกิดจากการขัดออก
เป้าหมายของขั้นตอนนี้คือทำให้พื้นผิวมีความแข็งแรงและเหมาะสำหรับการรับสีชั้นใหม่มากที่สุด
![]()
หลังจากจัดการพื้นผิวเดิมแล้ว ให้ตรวจสอบอีกครั้งว่ามีรอยแตกร้าว รูตะปู หรือบริเวณที่ผิวปูนไม่เรียบหรือไม่
รอยเล็ก ๆ สามารถซ่อมด้วยวัสดุที่เหมาะกับงาน เช่น วัสดุโป๊วหรืออะคริลิกสำหรับรอยต่อบางประเภท ส่วนรอยแตกร้าวที่มีลักษณะผิดปกติหรือเกิดซ้ำ ควรตรวจสอบสาเหตุให้แน่ชัดก่อนซ่อมและทาสี
เมื่อวัสดุซ่อมแซมแห้งแล้วจึงขัดแต่งบริเวณนั้นให้เรียบเสมอกับพื้นผิวโดยรอบ
เคล็ดลับ: อย่ารีบทาสีทันทีหลังซ่อมผนัง ควรให้วัสดุซ่อมแห้งและพร้อมตามคำแนะนำของผู้ผลิตก่อน
![]()
เมื่อพื้นผิวพร้อมแล้ว ขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการทาสีรองพื้น
สีรองพื้นมีหน้าที่ช่วยเตรียมพื้นผิวก่อนรับสีทับหน้า ช่วยให้สีชั้นต่อไปยึดเกาะกับพื้นผิวได้เหมาะสม และช่วยให้การทาสีจริงทำได้ง่ายขึ้น
การเลือกสีรองพื้นควรดูจากชนิดของพื้นผิวและสภาพผนัง เช่น ผนังปูนใหม่ ผนังเก่า หรือพื้นผิวที่มีปัญหาเฉพาะด้าน ไม่ควรใช้สีรองพื้นชนิดเดียวกับทุกสภาพพื้นผิวโดยไม่ตรวจสอบคำแนะนำของผลิตภัณฑ์
![]()
เมื่อสีรองพื้นแห้งตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการทาสีจริง
ก่อนเริ่มงานควรคนสีให้เข้ากัน และเตรียมอุปกรณ์ให้เหมาะกับพื้นที่ เช่น
แปรงทาสี สำหรับบริเวณมุม ขอบ หรือพื้นที่แคบ
ลูกกลิ้งทาสี สำหรับผนังพื้นที่กว้าง
ถาดสี สำหรับช่วยควบคุมปริมาณสีบนลูกกลิ้ง
เทปกาวสำหรับงานทาสี สำหรับป้องกันสีเปื้อนบริเวณที่ไม่ต้องการ
โดยทั่วไปควรทาสีตามจำนวนเที่ยวที่ผู้ผลิตระบุ และเว้นระยะให้แต่ละชั้นแห้งตามคำแนะนำ ไม่ควรรีบทาชั้นต่อไปทั้งที่ชั้นก่อนหน้ายังไม่พร้อม
หลังจากทาสีเสร็จแล้ว ควรตรวจสอบผนังในหลายมุมและในสภาพแสงที่แตกต่างกัน เพื่อดูว่ามีสีไม่สม่ำเสมอ รอยลูกกลิ้ง หรือบริเวณที่สีเข้าไม่ถึงหรือไม่
หากพบจุดที่ยังไม่เรียบร้อย สามารถเก็บรายละเอียดเฉพาะบริเวณนั้นได้
เมื่อสีแห้งและงานเรียบร้อยแล้วจึงค่อยแกะเทปกาว ทำความสะอาดพื้นที่ และเก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย
แม้หลักการจะคล้ายกัน แต่รายละเอียดในการเตรียมพื้นผิวอาจแตกต่างกัน
บ้านใหม่ มักต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมพื้นผิวปูนใหม่และเลือกสีรองพื้นที่เหมาะสมกับพื้นผิวโดยเฉพาะ รวมถึงต้องแน่ใจว่าผนังมีความพร้อมก่อนเริ่มทาสี
บ้านเก่า จะต้องตรวจสอบสีเดิมและสภาพผนังมากขึ้น เช่น สีลอก เชื้อรา คราบสกปรก รอยแตกร้าว หรือปัญหาความชื้น หากพบปัญหาเหล่านี้ควรแก้ไขก่อนทาสีใหม่
ดังนั้นจึงไม่ควรมองว่าการทาสีบ้านเก่าคือการนำสีใหม่มาทาทับสีเดิมเพียงอย่างเดียว เพราะการเตรียมพื้นผิวที่ดีมีผลต่อความสวยงามและความทนทานของสีอย่างมาก
อุปกรณ์ทั้งสองแบบมีหน้าที่แตกต่างกัน และในงานจริงมักใช้ร่วมกัน
แปรงทาสี เหมาะกับบริเวณที่ลูกกลิ้งเข้าถึงได้ยาก เช่น มุมผนัง ขอบประตู ขอบหน้าต่าง และพื้นที่แคบ
ลูกกลิ้งทาสี เหมาะกับผนังพื้นที่กว้าง เพราะช่วยกระจายสีได้รวดเร็วและทำงานได้สะดวกกว่า
ถ้าต้องการให้งานออกมาเรียบร้อย การใช้ลูกกลิ้งทาบริเวณพื้นที่ใหญ่ แล้วใช้แปรงเก็บขอบและรายละเอียด จะช่วยให้งานดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น
นอกจากขั้นตอนการทาสีแล้ว ยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยให้งานออกมาดีขึ้น
เลือกสีให้เหมาะกับพื้นที่
สีภายในและสีภายนอกถูกออกแบบมาสำหรับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับลักษณะการใช้งาน
อย่าข้ามขั้นตอนรองพื้น
โดยเฉพาะพื้นผิวใหม่หรือพื้นผิวที่ต้องการการเตรียมเป็นพิเศษ การรองพื้นอย่างเหมาะสมช่วยให้ระบบสีทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
อย่าทาสีหนาเกินไปในครั้งเดียว
ควรทาตามวิธีการและจำนวนเที่ยวที่ผู้ผลิตแนะนำ การทาหนาเกินไปอาจทำให้สีแห้งช้าและเกิดปัญหากับผิวสีได้
ดูสภาพอากาศก่อนทาสีภายนอก
หากเป็นงานภายนอก ควรหลีกเลี่ยงช่วงที่มีฝน ความชื้นสูง หรือสภาพอากาศที่ไม่เหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้
เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนเริ่มงาน
การมีอุปกรณ์ครบตั้งแต่ต้นช่วยให้ทำงานต่อเนื่องและลดความผิดพลาดระหว่างการทาสี
หากถามว่า การทาสีบ้านมีขั้นตอนอะไรบ้าง? สามารถสรุปแบบเข้าใจง่ายได้ตั้งแต่ ตรวจสอบพื้นผิว → ทำความสะอาด → ขัดและกำจัดสีที่เสื่อมสภาพ → ซ่อมแซมผนัง → ทาสีรองพื้น → ทาสีจริง → ตรวจสอบและเก็บรายละเอียด
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเลือกสีอย่างเดียว แต่คือการเตรียมพื้นผิวให้พร้อมและทำตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม เพราะแม้จะเลือกสีคุณภาพดี แต่ถ้าพื้นผิวเดิมมีปัญหาหรือข้ามขั้นตอนสำคัญไป ก็อาจทำให้สีไม่สวยและเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร
ดังนั้นก่อนเริ่มทาสีบ้านทุกครั้ง ควรใช้เวลาเตรียมพื้นผิวให้ดี เลือกผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ให้เหมาะกับงาน และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิต เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ผนังบ้านดูสวย เรียบร้อย และพร้อมใช้งานได้ยาวนานขึ้น
Facebook:https://www.facebook.com/ContractorShopTH
Line: @Contractorshop
Shopee: https://shopee.co.th/ctsshop
Lazada: https://shopee.co.th/ctsshop
TikTok: https://www.tiktok.com/@contractor_shop
Tel: 02-091-9789
เยี่ยมชมเว็ปไซต์ คลิก: https://contractorshop.co.th/th/
ติดตามคำสั่งซื้อ
เข้าสู่ระบบ