Call Center : 02-091-9789
10 สิงหาคม 2566
สำหรับงานช่าง งานซ่อมบำรุง หรืองานก่อสร้าง “การเชื่อม” เป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ช่วยยึดชิ้นงานโลหะเข้าด้วยกัน แต่การจะเชื่อมให้ได้แนวสวย แข็งแรง และเหมาะกับวัสดุแต่ละชนิด นอกจากฝีมือของช่างแล้ว การเลือก ตู้เชื่อม ก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน
ปัจจุบันตู้เชื่อมมีหลายประเภท และแต่ละแบบมีหลักการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด รวมถึงงานที่เหมาะสมแตกต่างกัน หากเลือกไม่ตรงกับลักษณะงาน อาจทำให้เชื่อมยาก แนวเชื่อมไม่สวย หรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ดังนั้นวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักว่า ตู้เชื่อมมีกี่ประเภทมีข้อดีข้อเสียอย่างไร? แต่ละประเภทเหมาะกับงานแบบไหน และก่อนเลือกซื้อควรดูอะไรบ้าง
ตู้เชื่อม หรือ Welding Machine คือ เครื่องมือที่ทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟฟ้าให้เหมาะสมกับกระบวนการเชื่อม เพื่อสร้างความร้อนบริเวณรอยต่อของโลหะ ทำให้โลหะหรือวัสดุเติมสามารถหลอมรวมและยึดติดกันได้
ตู้เชื่อมแต่ละประเภทอาจใช้กระบวนการเชื่อมและวัสดุสิ้นเปลืองแตกต่างกัน เช่น ลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ ลวดเชื่อมแบบม้วน หรืออิเล็กโทรดทังสเตนร่วมกับแก๊สปกคลุม
ดังนั้นคำว่า “ตู้เชื่อม” จึงไม่ได้หมายถึงเครื่องแบบเดียว แต่เป็นกลุ่มเครื่องเชื่อมที่มีเทคโนโลยีและการใช้งานหลายรูปแบบ
หากแบ่งตามกระบวนการเชื่อมที่พบได้ทั่วไปในงานช่าง สามารถพูดถึงประเภทหลัก ๆ ได้ดังนี้
ตู้เชื่อม MMA / ARC
ตู้เชื่อม MIG/MAG
ตู้เชื่อม TIG
ตู้เชื่อมแบบ Multi-Function
แต่ละประเภทมีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน มาดูกันทีละแบบ
ตู้เชื่อม MMA หรือที่หลายคนเรียกว่า ตู้เชื่อมไฟฟ้า เป็นเครื่องเชื่อมที่ใช้ลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์เป็นวัสดุเติม เมื่อเกิดอาร์กระหว่างลวดเชื่อมกับชิ้นงาน ความร้อนจะทำให้ปลายลวดและบริเวณชิ้นงานหลอมรวมกัน
เป็นระบบที่พบได้บ่อยในงานช่างและงานก่อสร้าง เพราะอุปกรณ์ไม่ซับซ้อนและสามารถนำไปใช้งานนอกสถานที่ได้ค่อนข้างสะดวก
อุปกรณ์ประกอบไม่ซับซ้อน
ใช้งานได้หลากหลาย
เหมาะกับงานซ่อมและงานก่อสร้าง
ใช้งานภายนอกได้สะดวกเมื่อเทียบกับระบบที่ต้องใช้แก๊สปกคลุม
สามารถเชื่อมวัสดุหลายประเภทได้เมื่อเลือกลวดและกระแสให้เหมาะสม
มีสะเก็ดและควันจากกระบวนการเชื่อม
ต้องเปลี่ยนลวดเชื่อมเมื่อใช้หมด
มีตะกรันที่ต้องเคาะและทำความสะอาด
ต้องอาศัยทักษะในการควบคุมลวดและระยะอาร์ก
เหมาะกับ: งานโครงสร้างเหล็ก งานซ่อม งานก่อสร้าง งานเชื่อมทั่วไป และงานภาคสนาม
MIG/MAG เป็นกระบวนการเชื่อมที่ใช้ลวดเชื่อมแบบม้วนป้อนเข้าสู่แนวเชื่อมอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้แก๊สปกคลุมบริเวณอาร์ก
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง MIG และ MAG อยู่ที่ชนิดของแก๊สปกคลุมที่ใช้
ระบบนี้ได้รับความนิยมในงานผลิตและงานที่ต้องการเชื่อมต่อเนื่อง เพราะไม่จำเป็นต้องหยุดเปลี่ยนลวดเชื่อมบ่อยเหมือน MMA
เชื่อมได้ต่อเนื่อง
ไม่ต้องเปลี่ยนลวดเชื่อมทีละก้าน
เหมาะกับงานที่ต้องการความรวดเร็ว
แนวเชื่อมสามารถทำได้ต่อเนื่อง
เหมาะกับงานผลิตและงานประกอบ
ต้องใช้อุปกรณ์และลวดแบบม้วน
ต้องมีแก๊สปกคลุมสำหรับกระบวนการที่ใช้แก๊ส
อุปกรณ์โดยรวมมีความซับซ้อนกว่า MMA
การใช้งานกลางแจ้งอาจมีปัญหาเมื่อกระแสลมหรือสภาพแวดล้อมรบกวนแก๊สปกคลุม
เหมาะกับ: งานผลิต งานประกอบโครงสร้าง งานเชื่อมเหล็กแผ่น งานโรงงาน และงานที่ต้องเชื่อมต่อเนื่อง
TIG หรือ Gas Tungsten Arc Welding เป็นกระบวนการเชื่อมที่ใช้อิเล็กโทรดทังสเตนในการสร้างอาร์ก และใช้แก๊สเฉื่อยเป็นแก๊สปกคลุมบริเวณแนวเชื่อม
จุดเด่นของ TIG คือสามารถควบคุมแนวเชื่อมได้ละเอียด จึงเหมาะกับงานที่ต้องการความเรียบร้อยและคุณภาพของแนวเชื่อมสูง
ในกรณีที่ต้องใช้วัสดุเติม ช่างสามารถเติมลวดเชื่อมแยกเข้าสู่บ่อหลอมได้ตามความเหมาะสม
ควบคุมแนวเชื่อมได้ละเอียด
แนวเชื่อมมีความเรียบร้อย
เหมาะกับงานที่ต้องการความประณีต
สามารถใช้กับโลหะได้หลายชนิดเมื่อเลือกกระบวนการและวัสดุให้เหมาะสม
เหมาะกับงานชิ้นงานบางและงานที่ต้องการควบคุมความร้อน
ต้องอาศัยทักษะของผู้เชื่อมค่อนข้างมาก
ความเร็วในการเชื่อมมักต่ำกว่า MIG/MAG
ต้องใช้อุปกรณ์และแก๊สปกคลุม
การเตรียมงานค่อนข้างละเอียด
เหมาะกับ: งานสแตนเลส งานอะลูมิเนียม งานชิ้นส่วน งานตกแต่ง และงานที่ต้องการแนวเชื่อมเรียบร้อย
ตู้เชื่อม Multi-Function หรือเครื่องเชื่อมอเนกประสงค์ เป็นเครื่องที่รวมความสามารถของกระบวนการเชื่อมหลายระบบไว้ในเครื่องเดียว เช่น MMA, MIG/MAG และ TIG บางรูปแบบ
จุดเด่นคือผู้ใช้งานสามารถเลือกกระบวนการเชื่อมให้เหมาะกับชิ้นงานได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องเชื่อมแยกหลายเครื่อง
ใช้งานได้หลายรูปแบบ
เหมาะกับช่างที่ทำงานหลายประเภท
ประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ
สามารถเปลี่ยนกระบวนการเชื่อมตามลักษณะงาน
ราคามักสูงกว่าเครื่องที่รองรับระบบเดียว
การตั้งค่าอาจซับซ้อนกว่า
ประสิทธิภาพของแต่ละโหมดขึ้นอยู่กับการออกแบบและสเปกของแต่ละรุ่น
หากเสียอาจกระทบความสามารถหลายระบบพร้อมกัน
เหมาะกับ: ช่างซ่อมบำรุง ช่างมืออาชีพ ร้านงานเชื่อม และผู้ที่ต้องทำงานหลายประเภท
| ประเภท | จุดเด่น | ข้อจำกัด | เหมาะกับงาน |
|---|---|---|---|
| MMA / ARC | ใช้งานง่าย อุปกรณ์ไม่ซับซ้อน | มีตะกรันและต้องเปลี่ยนลวด | งานก่อสร้าง งานซ่อม |
| MIG/MAG | เชื่อมต่อเนื่อง รวดเร็ว | ต้องใช้ลวดม้วนและระบบแก๊สตามกระบวนการ | งานผลิต งานประกอบ |
| TIG | แนวเชื่อมละเอียดและควบคุมได้ดี | ต้องใช้ทักษะสูงและทำงานค่อนข้างช้า | งานสแตนเลส อะลูมิเนียม งานละเอียด |
| Multi-Function | เครื่องเดียวรองรับหลายระบบ | ราคาสูงและตั้งค่าหลากหลาย | งานช่างหลายประเภท |
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าเครื่องไหน “ดีที่สุด” แต่ควรดูว่า งานที่เราทำคืออะไร
หากเป็นงานเชื่อมเหล็กทั่วไป งานโครงสร้าง หรืองานซ่อมในพื้นที่ก่อสร้าง MMA/ARC มักเป็นตัวเลือกที่ใช้งานง่ายและตอบโจทย์
ถ้าเป็นงานผลิตที่ต้องเชื่อมต่อเนื่องและต้องการความรวดเร็ว MIG/MAG จะมีความเหมาะสมมากกว่า
สำหรับงานที่ต้องการแนวเชื่อมเรียบร้อยและควบคุมรายละเอียดสูง TIG เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อทำงานกับวัสดุที่เหมาะกับกระบวนการนี้
ส่วนใครที่ต้องทำงานหลากหลายและต้องการความยืดหยุ่น Multi-Function ก็ช่วยลดจำนวนเครื่องมือที่ต้องจัดเตรียมได้
นอกจากประเภทของตู้เชื่อมแล้ว ยังมีรายละเอียดอื่นที่ควรตรวจสอบก่อนซื้อ
ควรเลือกช่วงกระแสให้เหมาะกับขนาดและชนิดของลวด รวมถึงความหนาของชิ้นงาน
ไม่ควรเลือกจากตัวเลขกระแสสูงสุดเพียงอย่างเดียว เพราะต้องดู Duty Cycle และเงื่อนไขการใช้งานร่วมด้วย
Duty Cycle เป็นข้อมูลที่ใช้บอกความสามารถในการทำงานต่อเนื่องของเครื่องภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ผลิตกำหนด
ตัวอย่างเช่น หากระบุ Duty Cycle 60% ที่กระแสค่าหนึ่ง หมายถึงสามารถทำงานตามเงื่อนไขที่กำหนดเป็นสัดส่วนของช่วงเวลาอ้างอิง และต้องพักตามข้อกำหนดของผู้ผลิต
ดังนั้นก่อนซื้อควรดูค่า Duty Cycle ที่กระแสซึ่งเราจะใช้งานจริง
ควรตรวจสอบว่าเครื่องรองรับไฟฟ้าแบบใด เช่น ไฟบ้านเฟสเดียวหรือไฟฟ้าหลายเฟส และต้องใช้แรงดันเท่าใด
การเลือกเครื่องที่ตรงกับระบบไฟของสถานที่ใช้งานเป็นเรื่องสำคัญมาก
หากต้องย้ายเครื่องไปตามหน้างานบ่อย ๆ เครื่องที่มีขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเหมาะสมจะช่วยให้เคลื่อนย้ายได้สะดวก
ควรเลือกเครื่องที่มีระบบป้องกันตามที่ผู้ผลิตออกแบบ เช่น ระบบป้องกันความร้อนสูงเกินไป หรือระบบที่ช่วยป้องกันความเสียหายจากสภาวะการใช้งานที่ไม่เหมาะสม
การมีตู้เชื่อมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการทำงานจริง เพราะงานเชื่อมจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ประกอบและอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เช่น
หน้ากากเชื่อม
ถุงมือเชื่อม
เสื้อผ้าหรือชุดป้องกันที่เหมาะกับงาน
รองเท้านิรภัย
คีมจับลวดเชื่อม
สายเชื่อมและสายดิน
ลวดเชื่อม
แปรงลวดหรืออุปกรณ์ทำความสะอาดแนวเชื่อม
อุปกรณ์ป้องกันทางเดินหายใจตามลักษณะงาน
ระบบระบายอากาศหรือการควบคุมควันเชื่อมที่เหมาะสม
อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยให้การทำงานมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
งานเชื่อมมีทั้งความร้อน แสงอาร์ก สะเก็ดไฟ ควัน และความเสี่ยงจากไฟฟ้า จึงควรใช้งานอย่างระมัดระวัง
ก่อนเริ่มงานควรตรวจสอบสายไฟ สายเชื่อม ขั้วต่อ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์
พื้นที่เชื่อมควรมีการระบายอากาศที่เหมาะสม และควรนำวัสดุไวไฟออกจากบริเวณที่มีสะเก็ดไฟ
ผู้ปฏิบัติงานควรสวมหน้ากากเชื่อม ถุงมือ และอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะกับกระบวนการเชื่อมทุกครั้ง
นอกจากนี้ควรอ่านคู่มือของเครื่องและปฏิบัติตามข้อกำหนดของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด
เมื่อถามว่า ตู้เชื่อมมีกี่ประเภทมีข้อดีข้อเสียอย่างไร? หากแบ่งตามกระบวนการเชื่อมที่พบได้ทั่วไป สามารถพูดถึง 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ MMA/ARC, MIG/MAG, TIG และ Multi-Function
แต่ละประเภทมีจุดเด่นแตกต่างกันอย่างชัดเจน
MMA/ARC เหมาะกับงานเชื่อมทั่วไปและงานก่อสร้าง
MIG/MAG เหมาะกับงานผลิตและงานที่ต้องการเชื่อมต่อเนื่อง
TIG เหมาะกับงานที่ต้องการความละเอียดและแนวเชื่อมเรียบร้อย
Multi-Function เหมาะกับช่างที่ต้องทำงานหลากหลายและต้องการความยืดหยุ่น
ดังนั้นก่อนเลือกซื้อตู้เชื่อม อย่าเพิ่งดูแค่กำลังไฟหรือราคาว่าเครื่องไหนคุ้มที่สุด แต่ควรเริ่มจากการถามตัวเองก่อนว่า “เราจะเอาไปเชื่อมอะไร และใช้งานแบบไหน?”
เมื่อเลือกประเภทให้ตรงกับงานแล้ว จึงค่อยพิจารณากระแสเชื่อม Duty Cycle ระบบไฟ ขนาดเครื่อง และฟังก์ชันต่าง ๆ เท่านี้ก็จะช่วยให้ได้ตู้เชื่อมที่เหมาะกับการใช้งานจริงมากขึ้น
Facebook:https://www.facebook.com/ContractorShopTH
Line: @Contractorshop
Shopee: https://shopee.co.th/ctsshop
Lazada: https://shopee.co.th/ctsshop
TikTok: https://www.tiktok.com/@contractor_shop
Tel: 02-091-9789
เยี่ยมชมเว็ปไซต์ คลิก: https://contractorshop.co.th/th/
ติดตามคำสั่งซื้อ
เข้าสู่ระบบ